แนะนำหนัง 2 เรื่องที่เพิ่งได้ดูช่วงนี้ครับ น่าจะไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่ผมดูแล้วพบว่ามันมีอะไรดีพอจะแนะนำให้หามาดูกัน

คำที่เน้นตัวหนาเป็น keywords ของหนังแต่ละเรื่องครับ

 1. The Room (2006, Giles Daoust)

โปสเตอร์หนังดูสยองขวัญเกรดบีมากๆ ทั้งที่จริงมันไม่ใช่เลย

Official website   http://www.titlefilms.be/theroom/

เป็นหนังจากประเทศเบลเยี่ยม เปิดเรื่องมาเป็นบรรยากาศลึกลับมาคุของครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่ง บ้านสะอาดเรียบร้อย ภาพสวย แสงงาม อย่างกับบ้านตัวอย่างในนิตยสาร สมาชิกประกอบไปด้วยคุณพ่อเจ้าอารมณ์ คุณแม่เกรี้ยวกราด ลูกสาววัยกลางคนท้องแก่ที่ไม่ยอมปริปากบอกว่าท้องกับใครทั้งๆ ที่วันๆ ก็แทบไม่ได้ออกไปไหน ลูกชายวัยกลางคนออทิสติคเดินไม่ได้ และลูกชายคนเล็กวัยพรีทีนจอมซน

ขณะกินข้าวเย็นกันวันหนึ่งซึ่งลูกชายคนเล็กพาเพื่อนแก่นเซี้ยวมากินข้าวด้วยกัน บรรยากาศของครอบครัวไม่สมประกอบนี้มาคุมากๆ เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังจะระเบิดได้ทุกเมื่อ พอเจ้าเพื่อนลูกชายขอตัวลุกไปเข้าห้องน้ำบนชั้น 2 ซักพักมีเสียงกรีดร้อง ทุกคนวิ่งขึ้นไปดู ปรากฏว่าอยู่ดีๆ สุดปลายทางเดินชั้น 2 ดันมีประตูลึกลับที่ปิดล็อค บานประตูมีอัขระอักษรอะไรยุกยิกเต็มไปหมด ไอ้เด็กนั่นถูกขังไว้ในห้องๆ นั้นเสียแล้ว

หลังจากนั้นก็ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้วครับ อยู่ๆ ทุกคนก็ถูกขังไว้ในบ้าน พยายามทุบกระจกให้แตกกระจกก็ไม่ยอมแตก สมาชิกในครอบครัวเริ่มด่ากัน ขุดคุ้ยความลับสกปรกมาสาดใส่กัน ตัวละครถูกดูดหายเข้าไปในห้องนั้นที่ละคน ข้างหนึ่งนี่เป็นหนังดราม่าครอบครัวที่ตึงเครียด อีกข้างหนึ่งเราก็ได้แต่เหวอกับสิ่งประหลาดไร้ตรรกะของหนัง

ความลับสกปรกของครอบครัวนี้เราพอจะเดาได้ แต่อาจจะเดาไม่ถูกเผงนัก แต่ส่วนเซอร์เรียลของหนังนี่สิ แทบรอจนหนังจบไม่ไหวว่ามันจะเฉลยยังไง (ชอบตอนที่ดอกไม้สีแดงผุดขึ้นมากมายในบ้านมาก)

ตัวหนังได้ไปฉายตามเทศกาลหนังต่างๆ ในยุโรป แต่ใน imdb.com มันได้คะแนนเฉลี่ยแค่ 3.2! (แต่มีคนให้ 10 เต็มอยู่ 21 คน! 555) แต่เชื่อเหอะครับ หากชอบดราม่าครอบครัวแต่เหวอเซอร์เรียล ภาพสวย โปรดักชั่นดี ก็หามาดูกัน มีเป็นแผ่นลิขสิทธิ์ตามร้านบ้านเราครับ

 

2. The Bubble (2006, Eyton Fox)

 

My Space ของหนังเรื่องนี้   http://www.myspace.com/thebubblemovie

ผมดูหนังเรื่องนี้โดยไม่รู้อะไรเลยนอกจากมันเป็นหนังเกี่ยวกับคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง และมันเกี่ยวกับอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ตอนเครดิตเปิดหนังถึงได้รู้ว่าอีตัน ฟ็อกซ์จาก Walk On Water และ Yossi & Jagger เป็นผู้กำกับ การตั้งความหวังก็เกิดขึ้นทันที ว่าอย่างน้อยมันต้องไม่เลวแน่ๆ

จากรูปโปสเตอร์ สามคนซ้ายเป็นเพื่อนกัน เช่าห้องอยู่ด้วยกันในเทลอาวีฟ Noam (คนซ้ายสุด) ทำงานอยู่ร้านขายซีดี (วันหนึ่ง ลูกค้าสองสาววัยรุ่นเข้ามาถามหาซิงเกิ้ลใหม่ของบริทนี่ย์ สเปียรส์ เจอมุข Noam ตอกกลับออกจากร้านแทบไม่ทัน) ช่วงที่เขาไปเป็นทหารอยู่ที่ด่านชายแดนระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เขาได้พบกับ Ashraf หนุ่มปาเลสไตน์ (คนขวาสุด) ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน และเขากับเพื่อนก็รับ Ashraf เข้ามาอยู่ในอพาร์ทเมนต์เดียวกันแบบผิดกฎหมาย ทั้งสี่คนกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งรวมตัวจัดกิจกรรมปาร์ตี้ริมหาดต่อต้านการก่อการร้ายและความรุนแรง

หนังมีน้ำเสียงและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่หันหน้าเข้าหาความรักและดนตรี หันหลังให้กับความรุนแรง นำเสนอภาพของสังคมสมัยใหม่ในเทลอาวีฟ คนดูรู้สึกได้ถึงความหวังอันงดงามท่ามกลางเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเนืองๆ อย่างน้อยที่สุด หนุ่มสาวกลุ่มนี้ก็ประคับประคองมิตรภาพ ความรัก และแง่งามในชีวิตของกันและกันไว้ได้ท่ามกลางสถานการณ์แบบนั้น ตัวหนังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมาถึงตอนที่พี่สาวของ Ashraf แต่งงาน ก่อนที่ผู้กำกับจะเลือกจบหนังลงพร้อมๆ กับฉีกทำลายโลกยูโทเปียของหนุ่มสาวที่หนังสร้างขึ้นมา

อีตัน ฟ็อกซ์ยังคงอารมณ์โรแมนติคแบบไม่ฟูมฟายอย่างที่เคยทำไว้ใน Yossi & Jagger แต่งานนี้เขาทะเยอทะยานขึ้นเพราะจับเรื่องการเมืองในสเกลใหญ่ แต่แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่รากของปัญหา เขากลับนำเสนอผลกระทบต่อวิถีชีวิตของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในสองประเทศมากกว่า เพราะรากของปัญหาไม่ใช่สาระสำคัญที่เขาเลือกจะเล่าและนี่ไม่ใช่หนังสารคดี

ไม่มีแผ่นลิขสิทธิ์ในบ้านเรานะครับเรื่องนี้

 

 

edit @ 16 Aug 2008 11:32:51 by eak early : เอกเช้า

ไกล (Faraway)

posted on 10 Aug 2008 23:22 by eakearly  in etc

 

ผมทรุดนั่งลงตรงพื้นที่ว่างบนหาดทรายขาว มือสองข้างยันพื้นทรายไปทางด้านหลัง ทอดหน้าไปในทะเลพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหนื่อยเล็กน้อยจากการว่ายน้ำ ยิ้มบางๆ เกิดขึ้นภายหลังจากการถอนหายใจ ผมหยีตาเนื่องจากแสงแดดยามบ่ายแก่ๆ กำลังแยงตาขณะที่ผมเขม้นมองออกไป สัมผัสได้ถึงไออุ่นของเปลวแดดที่กำลังสัมผัสผิวกาย ไม่ถึงกับร้อน อย่างน้อยก็ตอนนี้ เพราะเพิ่งขึ้นจากน้ำ หยดน้ำยังคงเกาะตามผิวกายและรวมไหลเรื่อยลงบนพื้น ทั้งจากลำตัว ทั้งจากไรผม

คริสกำลังเดินขึ้นมาจากทะเลตรงมายังที่ที่ผมนั่งอยู่ ทุกก้าวที่เขาย้ำลงบนพื้นทรายกดลงไปพร้อมกับจังหวะหายใจออก ทั้งยิ้มทั้งเหนื่อย ผิวขาวของเขาถูกแสงแดดจ้าสะท้อนให้ยิ่งขาวสว่างยิ่งขึ้น หยดน้ำบนลำตัวของเขาหยดลงบนพื้นทรายจนกลายเป็นหย่อมเข้มๆ ไล่หลังตามทางที่เขาเดินผ่าน เขาทิ้งตัวลงนั่งทางด้านซ้ายมือของผม หันหน้าไปในทะเลเหมือนกัน หายใจแรงเพราะความเหนื่อย

"สนุกดี"

คริสทำลายความเงียบลงหลังจากเรานั่งพักเหนื่อยกันมาสักครู่

"อือ"

ผมรับคำในลำคอเบาๆ

"ไม่มีทะเลสวยๆ อย่างนี้ในบ้านเรา"

คริสว่า ดวงตายังคงเขม้นมองลงไปในทะเล

"แต่ที่ประเทศของแกก็มีทะเลนี่"

ผมถาม สายตายังไม่ได้ละไปจากฉากทะเลเบื้องหน้า

"ใช่ แต่ไม่สวยอย่างนี้ คนละแบบกันเลย แล้วคนก็เยอะมากด้วย"

"ถ้างั้นก็หายใจเข้าลึกๆ เก็บมันไว้ให้มากเท่าที่จะมากได้"

"โอเค โอเค"

คริสหัวเราะเบาๆ ผมหัวเราะตามพลางคิดว่าอันที่จริงทะเลที่นี่ก็เชื่อมเป็นผืนน้ำเดียวกันกับทะเลที่นั่นเหมือนกัน

หลังจากเคยพาคริสเที่ยวกรุงเทพฯ หลายครั้งตอนสุดสัปดาห์ หรือบางสัปดาห์ก็บอกทางให้เขาไปเที่ยวเอง จนไม่รู้จะพาไปไหนอีกแล้ว ผมก็เลยชวนเขามาเกาะเสม็ด เพราะมันเป็นทะเลที่สวยเหมือนอย่างที่เห็นในโปสการ์ดและใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด มีเวลาแค่เสาร์อาทิตย์ก็มาได้ ผมกะว่าเขาน่าจะประทับใจ เพราะขนาดผมเองเป็นคนไทยยังประทับใจกับมันและเคยมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่สมัยเรียน

หญิงสาวชาวตะวันตกในชุดทูพีซเดินผ่านหน้าเราไปทางขวาสองคน คนหนึ่งอยู่ในชุดว่ายน้ำสีเขียวเทอร์ควอยส์ ผมสีบลอนด์สว่าง อีกคนอยู่ในชุดว่ายน้ำสีชมพูอ่อน ผมสีบลอนด์สว่างพอกัน หน้าท้องแบนราบ ขายาวเรียว พูดคุยกันเองไม่หยุดปากพลางทำมือทำไม้อย่างออกรสชาติ ผมมองตามสองสาวนั้นไป ผมไม่ได้หันไปมองคริสแต่รู้แน่ว่าคริสก็กำลังมองอยู่แน่ๆ พอคิดขึ้นมาถึงตรงนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ พูดออกไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคริส

"ขาสวยมาก"

"ช่าย เราก็กำลังมองอยู่"

คริสตอบกลับมา ผมหัวเราะพลางถองศอกซ้ายใส่มันเบาๆ

"รู้เว้ย ว่าแกมองอยู่"

ผมบอกมัน

"ดีจัง ที่ไม่ได้เอาแฟนมา"

คริสบอก

"อ้าว ไหนเมื่อเช้าตอนเพิ่งมาถึงแกบอกเองว่าที่นี่สวยมาก อยากให้แฟนมาด้วยอยู่เลยไง"

ผมย้อนมันไป ตอนนี้หันกลับมามองหน้ามันแล้ว

"เออน่า คราวหน้า คราวหน้า"

"แล้วอย่าเผลอมองสาวฮอตจนเหลียวหลังล่ะ คราวหน้าไม่เหมือนคราวนี้ หูยานแน่แก"

แล้วเราสองคนก็หัวเราะกันเสียงดัง ก่อนความเงียบจะกลับมาอีกครั้ง ผิวกายของผมเริ่มอุ่นขึ้นมากว่าเมื่อครู่แล้ว ลมทะเลยามบ่ายพัดผ่านมายังเราสองคน ทำให้ไม่รู้สึกร้อนเกินไปนัก เสียงลมที่ผมได้ยินทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากๆ ราวกับเสียงดนตรีธรรมชาติ ชั่วครู่นั้นเอง ผมรู้สึกได้ว่าความสุขกำลังพุ่งขึ้นมาอย่างท่วมท้น มันเป็นความสุขประเภทที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ลืมงาน ลืมความยุ่งยากในชีวิตนานาประการ อนาคตที่ไม่แน่ใจของผมไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ผมรู้ว่าผมจะผ่านมันไปได้ทุกอย่าง ไม่เหลือความกังวลใดๆ

ผมถอนหายใจออกมาดังๆ ครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เป็นการถอนหายใจเพราะความสุข แวบหนึ่งรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล แต่แล้วน้ำตาที่ว่าก็หายไปอย่างรวดเร็วพอๆ กับตอนที่มันเกิดขึ้นมา เหมือนคลื่นที่ซัดขึ้นมาบนหาดทรายแล้วลับหายคืนไปในทะเลอย่างฉับพลัน

"ขอบคุณมาก..."

ผมพูดขึ้น เว้นวรรคนิดหนึ่ง สายตายังทอดลงไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า

"...สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง"

"หือ"

คริสทำน้ำเสียงงงๆ ผมหันหน้าไปมองมัน รู้แน่ว่ามันต้องงง มันกำลังหันมามองผมอยู่ ใช่ มันทำหน้างงๆ

"เรามีความสุขน่ะ ก็เลยไม่รู้จะพูดอะไรกับใคร มีแต่แกนั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าจะพูดอะไรกับแกก็ขอพูดว่าขอบคุณละกัน"

ผมขอบคุณเขาสำหรับมิตรภาพ แต่ไม่ได้ขยายความ

"โอเค ขอบคุณเหมือนกันที่พามาที่นี่ ที่นี่สวยมาก คุ้มที่มา"

คริสตอบ เราต่างหันหน้ากลับไปยังทะเล ท้องฟ้าสีฟ้าจัดกระจ่างตา เมฆสีขาวสะท้อนแสงแดดจนขาวจ้า มีอยู่ประปรายไม่มากบนท้องฟ้า

"รู้ไหม การได้รู้จักแกนี่มันดีจริงๆ"

ผมพูด

"เหมือนกัน เราเรียนรู้อะไรๆ มากมายมากขึ้นทุกครั้งเวลาที่คุยกับแก"

คริสตอบผม

"ทำไมเพื่อนดีๆ อย่างแกถึงต้องอยู่ไกลกันคนละฟ้าขนาดนี้น้า"

ผมพูด ปลายประโยคทอดเสียงหายไปในห้วงฟ้า รู้สึกได้ว่าความหมายของคำว่าไกลที่พูดออกไปมันช่างไกลจริงๆ

"นั่นสิ แต่อย่างน้อยก็ดีนะ ที่ได้มารู้จักกัน ดี ดี แล้วอีกอย่าง เราก็มีโอกาสได้เจอกันอยู่เรื่อยๆ เอาเข้าจริงก็ถือว่าเจอกันหลายครั้งอยู่นะ"

คริสตอบ พลางนึกย้อนพร้อมนับดูว่าปีนี้เราเจอกันมาแล้วกี่ครั้งตั้งแต่ตอนต้นปี ผมปล่อยให้เขานับ ไม่ช่วยนับ ขี้เกียจ เดี๋ยวรอฟังคำตอบเลยละกัน

"ห้าครั้ง"

คริสตอบ

"เฉลี่ยแล้วสองเดือนกว่าๆ ครั้งนึง"

ผมต่อ

"ใช่"

 

 

ตอนเรียจบม.ปลาย เศร้าจะเป็นจะตาย รู้สึกว่าจะหาเพื่อนที่สนิทและดีได้อย่างเพื่อนสมัยมัธยมไม่มีอีกแล้วในชีวิต เพื่อนมหาวิทยาลัยคงขับเคี่ยวแข่งเกรดกันสุดๆ เพื่อนสมัยทำงานคงยิ่งแล้วกว่า ขัดขาแทงข้างหลังหาคบได้อย่างเพื่อนมัธยมคงไม่ได้อีกแล้ว

แต่พอเวลาผ่านไป เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ผมได้เพื่อนกลุ่มใหม่ที่ดีมากๆ มากเสียจนบางทีผมก็ปฏิเสธการนัดพบเพื่อนสมัยมัธยมที่จัดขึ้นนานๆ ครั้งเพื่อจะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมหาวิทยาลัยที่ก็เจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในขณะนั้น เพื่อนสนิทสมัยมัธยม กับเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัย เอาเข้าจริงก็สนิทไม่ต่างกัน อะไรจะต่าง ก็ต่างกันที่ระดับปัจเจกมากกว่า แต่ใช่ เพื่อนสมัยทำงาน ถึงจะดีและสนิทสนม อย่างไรเสียก็ไม่มีทางได้เท่าเพื่อนสมัยเรียนทั้งสองช่วงวัยแน่ๆ

แต่คริสไม่ใช่แบบนั้น ผมรู้จักคริสตอนย้ายที่ทำงานมาเป็นแห่งที่สอง ที่นี่เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีสาขาอยู่มากมายทั่วโลก งานที่ผมทำต้องติดต่อกับสาขาที่กระจายอยู่หลากหลายประเทศในทวีปเอเชีย หลังจากที่ผมเข้ามาทำงานได้ประมาณเดือนครึ่ง คริสบินมาประชุมที่กรุงเทพฯ ตอนที่นั่งอยู่ในห้องประชุม ผมมองคริสแล้วพยายามเดาว่ามันน่าจะอายุเท่าไหร่ แต่เดาอย่างไรก็เดาไม่ออก สรุปได้แค่ว่ามันน่าจะแก่กว่าผมสักปีสองปี ที่ทำงานของผมที่สำนักงานกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีเพื่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมแทบจะเด็กที่สุด ไม่มีเพื่อนที่คุยภาษาเดียวกัน ภาษาเดียวกันในที่นี้ไม่ได้หมายถึง "ภาษา" ในความหมายตามตัวอักษร แต่หมายถึงคุยกันเข้าใจ ผมพยายามสร้างความสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานทุกคน ซึ่งก็สำเร็จไปได้ด้วยดี แต่ก็พยายามมองหาคนที่วัยเดียวกัน คนที่จะคุยกันได้ทุกเรื่อง

ระหว่างพักครึ่งช่วงเช้าของการประชุมวันนั้น คริสเดินเข้ามาหาผม แนะนำตัวเองก่อน เราจับมือกันอย่างธรรมเนียมตะวันตก ผมรู้สึกว่าคนนี้น่าจะคุยกันได้รู้เรื่อง

"คริส คุณเกิดปีอะไร"

เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถามขึ้นในวงสนทนา

"ปีไก่"

คริสตอบ ความรู้สึกผมสะดุดทันที บทสนทนาของคนในกลุ่มหลังจากนั้นไม่สามารถตรึงให้ผมสนใจได้อีกต่อไป ผมได้ยินที่พวกเขาคุยกัน แต่ใจผมคิดไปไกลถึงเรื่องอื่น

 

 

ผมเกิดปีมะแม ผมมีน้องชายหนึ่งคนที่เกิดปีกุน แต่จริงๆ แล้ว ผมเคยมีน้องชายอีกคน เป็นคนกลาง เกิดปีระกา น้องชายของผมคนนี้เสียชีวิตไปหลังจากลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าจะรู้ความ โตขึ้นมาจำอะไรเกี่ยวกับน้องชายคนนั้นไม่ได้เลย ทั้งหมดเท่าที่จำได้ก็แค่ น้องชายคนนั้นเกิดปีไก่

เวลาที่ผมรู้จักกับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันคนไหนที่บอกว่าเกิดปีไก่ ผมจะสะกิดใจขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าผมสองปีที่แนะนำตัวหรือพูดขึ้นว่าเกิดปีระกา จะทำให้ผมนึกไปถึงน้องชายที่ผมไม่รู้จักได้เสมอ แต่หากเด็กหนุ่มคนนั้นเกิดปีระกา แต่ไม่ได้แนะนำตัวว่าเกิดปีระกา แนะนำตัวว่าเกิดปี พ.ศ. อะไร หรืออายุเท่าไหร่ หรือรหัสนักศึกษาขึ้นต้นว่าอะไร หรืออ่อนกว่าผมสองปี ถ้าแนะนำแบบนี้ ผมจะไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น แต่หากบอกว่าเกิดปีไก่แล้วล่ะก็ เป็นเรื่อง แต่เงื่อนไขแบบนี้ ก็ไม่ได้ชวนให้ผมคิดไปถึงน้องชายคนที่ว่าได้ทุกครั้ง หากคนที่พูดเป็นคนไทยอีสานผิวเข้ม หรือคนไทยที่มีหน้าตาไทยมากๆ ผมจะไม่สามารถนึกเชื่อมโยงไปถึงน้องชายผมได้เลย ครอบครัวผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีน น้องชายผมคงต้องมีลักษณะอย่างเดียวกัน

 

 

ผมมองคริส เขาเป็นชาวฮ่องกง ผิวขาว เกิดปีระกา ถ้าน้องชายของผมยังมีชีวิตอยู่ ก็จะอายุเท่าคริส เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหนุ่มแบบไหนกัน เขาจะเป็นเด็กหนุ่มร่าเริงแบบคริสหรือไม่ หรือว่าจะต่างออกไป

 

 

หลังจากการประชุมที่ทำให้เราพบกันวันแรกคราวนั้น คริสได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่งซึ่งทำให้เขาต้องประจำอยู่ที่สำนักงานในประเทศไทยเป็นเวลาสองเดือน ผมมีงานหนัก ช่วงแรกๆ เราแค่คุยกันเวลาพักหรือเวลาว่างที่มีโอกาส ต่อมาผมเริ่มชวนคริสไปกินข้าวเย็นด้วยกันหลังเลิกงาน เพราะผมเคยถามเรื่องการกินข้าวเย็นของเขา เขาบอกว่ามักจะกินก๋วยเตี๋ยวหรือบะหมี่ข้างทาง และแน่นอนว่า กินคนเดียว ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี และมองซ้ายมองขวาแล้วว่าคงไม่มีเพื่อนร่วมงานคนไหนจะชวนเขาไปกินข้าวเย็นด้วยแน่ๆ เพราะถ้าไม่มีครอบครัวแล้วจึงต้องรีบกลับบ้าน พวกยังโสดที่เหลือก็ไม่สู้จะใช่รุ่นราวคราวเดียวกัน ผมจึงชวนเขาไปกินข้าวเย็นด้วยกันประมาณอาทิตย์ละครั้ง

ผมกับคริส เราคุยกันสนุกมากทุกครั้ง แรกๆ ก็เรื่องดินฟ้าอากาศ ความแตกต่างระหว่างประเทศเราประเทศเขา เรื่องหนังและดาราฮ่องกง ฟุตบอล การเมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม มากครั้งเข้าเราก็เริ่มคุยกันเรื่องชีวิต เรื่องวัยเด็ก เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก เรื่องอนาคต บอกเล่าความหวังของกันและกัน แบ่งปันความฝันในชีวิตสู่กันฟัง

เริ่มทีเดียว อย่างที่ผมบอก สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นสำหรับผมก็คือความเชื่อมโยงถึงน้องชายที่ผมไม่รู้จัก แต่หลังจากนั้นจนถึงเดี๋ยวนี้ ผมเป็นเพื่อนกับเขาก็เพราะเขาเป็นเขา ไม่ใช่เพราะผมแทนที่เขากับน้องชายผู้จากไป และผมรู้สึกว่ามันคงไม่ยุติธรรมกับเขาอย่างร้ายแรงหากผมจะเป็นเพื่อนกับเขาเพราะเหตุผลนั้น แต่ดี ที่ความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้น

สิ่งที่ผมนึกถึงเสมอเกี่ยวกับคริส ไม่ใช่ตอนที่พาเขาไปสวนจตุจักร หรือตอนที่ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ด้วยกันกับเพื่อนๆ ที่ทำงาน แต่กลับเป็นภาพผมกับเขาในร้านอาหาร คุยกันอย่างออกรสออกชาติถึงเรื่องต่างๆ ในโลกใบนี้ อย่างที่คริสพูด คุยกับผมทุกครั้งเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ เช่นกัน ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากขึ้นเสมอ เวลาที่ได้คุยกับเขา

เขาเป็นข้อยกเว้นของทฤษฎีที่ว่า เพื่อนสมัยทำงานไม่มีทางสนิทได้เท่ากับเพื่อนสมัยเรียน และเขายังเป็นข้อพิสูจน์ของคำพูดที่ว่า มิตรภาพไร้พรมแดน

 

 

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงไป น้ำทะเลที่เกาะตามเนื้อตัวและเส้นผมหายไปเกือบหมดแล้ว ลมยังพัดเย็นสบายไม่ทำให้รู้สึกร้อนมากนักจากแดดบ่าย เริ่มรู้สึกเพลียเล็กน้อย

"เราจะเห็นดวงอาทิตย์ตกที่หาดนี้ไหม"

คริสถามขณะเงยหน้ามองหาดวงอาทิตย์

"ไม่ ดวงอาทิตย์จะตกที่อีกด้านหนึ่งของเกาะ ฝั่งนี้เราจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้ ถ้าพรุ่งนี้เช้าแกจะตื่นทันน่ะนะ"

"เราน่าจะตื่นน่า... มาทั้งที ยังไงพรุ่งนี้ก็จะพยายามตื่นให้ทัน มาถ่ายรูปสักหน่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะปลุกนายเอง"

คริสพูดยิ้มๆ

"หูยยย มึง ใครจะปลุกใครกันแน่หา"

ผมพูดพลางหัวเราะ เขาไม่เคยตื่นเช้า แต่ก็ไม่เคยไปทำงานสาย เข้างานเก้าโมงตรงก็จะไปถึงโต๊ะทำงานเก้าโมงตรงเป๊ะ

"กลับดีกว่า ไปอาบน้ำ แล้วเดี๋ยวเย็นๆ กว่านี้ค่อยออกมาใหม่ แล้วจะได้หาอะไรกินด้วย โอเคมั้ย"

"โอเค"

คริสตอบพลางลุกขึ้นยืนพร้อมผม ผมปัดทรายที่เปื้อนติดมือและกางเกง หันหลังให้ทะเลพลางเดินไปยังต้นลั่นทมใกล้ๆ ที่เราแขวนเสื้อเอาไว้ก่อนลงไปเล่นน้ำ แล้วเดินกลับเข้าที่พัก

"สำหรับเรา นายเป็นเพื่อนสนิท เป็นพี่น้อง"

ผมบอกคริส

"เรารู้ และเช่นกัน"

คริสตอบ

------------------------------------------------------------

 

 

edit @ 10 Aug 2008 23:48:02 by eak early : เอกเช้า

"เคโกะ!"

 อิชิคาวะ เคโกะ เงยหน้าขึ้นจากคีย์เปียโน มองไปยังที่นั่งคนดูในฮอลล์ที่ว่างเปล่าแห่งนั้นเพื่อหาเจ้าของเสียงที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่พบก็คือผืนผ้าสีขาวที่ถูกเขียนด้วยสีแดงสีน้ำเงินสดใสว่า 'I Love Keigo' พาดยาวไปตามริ้วโค้งรอบนอกของฮอลล์แห่งนั้น

ธงเล็กๆ สีขาวที่เขียนด้วยข้อความเดียวกันบนหัวใจสีชมพูดวงโตโผล่ขึ้นมาจากมุมหนึ่ง แกว่งไกวไปมาก่อนจะปรากฏร่างของผู้เป็นเจ้าของพร้อมรอยยิ้มสดใสที่คุ้นเคย

"กว่าจะเขียนนี่เสร็จน่ะ เป็นอาทิตย์เชียวนะ"

เด็กสาวเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงสดใสพลางค่อยๆ เดินลงมาตามฮอลล์

"จะหาว่าบ้าหรืออะไรก็แล้วแต่นะ แต่ก็อยากทำเพื่อเคโกะน่ะ - ถึงเคโกะจะไปอเมริกา แต่ฉันจะคิดถึง จะอยู่ในใจฉันเสมอนะ - ก็แหม... รักเคโกะไปแล้วนี่นา..."

น้ำเสียงแปร่งปร่าของเด็กสาวสั่นเครือมากขึ้น พร้อมๆ กับน้ำตาที่ไหลเป็นทาง

"... ฉันน่ะ รักเคโกะนะ ถ้าไม่ได้รัก ก็คงอยู่ไม่ได้หรอก"

มาซากิหยุดยืนอยู่บริเวณชั้นบนๆ ของฮอลล์นั้นเมื่อจบประโยค พร้อมเสียงสะอื้นไห้

อิชิคาวะ เคโกะ กระแทกนิ้วลงบนคีย์อย่างแรงด้วยความขัดข้องใจ เสียงหง่างของเปียโนกระแทกบาดลึกเข้าไปในจิตใจของเด็กสาว สะกดให้เธอหยุดร้องไห้อยู่ในความเงียบ

ชายหนุ่มผลุนผลันลุกขึ้นจากเปียโนหลังงาม

"เธอต้องการอะไร?"

ชายหนุ่มตวาดเสียงดัง สีหน้าแสดงความสับสนของอารมณ์หลายอย่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง - เขาค่อยๆ ก้าวมากลางเวที

"รู้ไหม ว่าทำอย่างนี้มันรบกวน!"

เคโกะกระโดดลงจากเวที ค่อยๆ เดินตรงขึ้นไปหาเด็กสาว ขณะที่คำพูดก็ยังคงพร่างพรูบาดลึกเข้าไปในจิตใจของเธอ

"ก็เพราะเธอ ทำให้ฉันต้องโดนแขวนงาน เป็นขี้ปากชาวบ้าน ต้องไปจากประเทศนี้..."

ชายหนุ่มยังคงเดินตรงไปหาเด็กสาวที่ยืนทื่อเหมือนถูกสาป

"ไหนตอบมาซิ ว่าความรักน่ะคืออะไร? แค่ความรู้สึกรักน่ะ มันไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะ..."

น้ำเสียงของชายหนุ่มค่อยคงที่มากขึ้น แต่ยังคงเคร่งเครียดเสียดแทง - เขาพูดความรู้สึกลึกๆ ในใจ

"รู้ไหมว่ามันทรมาน เหมือนไฟเผา..."

อีกเพียงไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มก็จะประชิดตัวเด็กสาว เขายังคงเดินตรงไปหาเธอ

"...มันทรมาน ... ทรมานมาก"

วรรคสุดท้ายของคำพูด เขาก้าวเข้าถึงตัวเด็กสาวพอดี ดึงเธอเข้ามากอด ก่อนจะค่อยๆ แยกเธออกจากอ้อมกอดนั้นเล็กน้อยอย่างช้าๆ มือข้างหนึ่งยังคงจับต้นแขนเธอ อีกข้างหนึ่งยกขึ้นเพื่อปัดปอยผมที่ปรกเคลียหน้าผากของเธอขึ้นไป ก่อนจะก้มลงจูบเธอช้าๆ อย่างแผ่วเบา

 

----------------------------

- ฉากประทับใจจากซีรี่ส์ญี่ปุ่น Precious Time อยู่เพื่อรัก

คัดลอกจากสมุดบันทึก พุธ 12 เม.ย. 43

 

เปิดดูสมุดบันทึก กะจะเอาที่เขียนไว้ ณ วันนี้ของปีก่อนๆ มาอัพบล็อค เพื่อดูซิว่าวันนี้ในอดีตเทียบกับวันนี้เราโตขึ้นเพียงใด ปรากฏว่าเป็นเรื่องลับๆ ของชาวบ้านเสียส่วนมาก จึงเอามาลงไม่ได้ 555

เปิดไปเจอหน้านี้ จำได้ว่าดูจบทางไอทีวีปุ๊บ ก็เขียนเก็บไว้ปั๊บ ไม่น่าเชื่อว่าเราเคยซาบซึ้งกับอะไรหวานเลี่ยนแบบนี้ได้มากมาย

แต่ซีรี่ส์เรื่องนี้ก็ดี จำได้ว่าประทับใจอยู่มากเหมือนกัน