“PALO ALTO” by James Franco (2010, สำนักพิมพ์ Scribner)

“If I shot him, it wouldn’t really matter. There would be more people like him. Deer get shot all the time. Deer blood and deer guts all over the forest floor. Blood in the leaves, breathing slowing down. And then gone.

Brent would be forgotten too.”

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า นอกจากจะเป็นนักแสดงแล้ว เจมส์ ฟรังโก้ยังเป็นนักเขียนอีกด้วย เขาจบทั้งปริญญาตรีและโทในสาขาภาษาอังกฤษและสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์จากหลายมหาวิทยาลัย และปัจจุบันเขากำลังเรียนต่อปริญญาเอกที่หมาวิทยาลัยเยลในสาขาภาษาอังกฤษ ผลงานการเขียนของเขาเล่มนี้บอกเราว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่มีฝีมือน่าจับตาทีเดียว

เราไม่แน่ใจว่าจะเรียก Palo Alto ของเจมส์ ฟรังโก้ว่าเรื่องสั้นหรือนวนิยายดี หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่สามารถอ่านจบในตัวมันเองได้ แต่ทุกเรื่องล้วนมีฉากหลังอยู่ในเมืองพาโล อัลโต้ รัฐแคลิฟอร์เนียเช่นเดียวกัน และตัวละครในแต่ละตอนก็ล้วนเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนกัน บางตัวละครปรากฏเป็นเพียงตัวประกอบในเรื่องหนึ่ง แต่ในเรื่องถัดไปก็กลายไปเป็นตัวละครหลัก เกี่ยวพันกันเช่นนี้จนเหมือนหนังสือทั้งเล่มเป็นนวนิยายเล่มหนึ่ง และด้วยเมืองพาโล อัลโต้เป็นเมืองที่เจมส์ ฟรังโก้เติบโตขึ้นมาในวัยเด็ก ดังนั้นเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จึงอาจเป็นกึ่งอัตชีวประวัติของตัวฟรังโก้เองด้ว

Palo Alto เป็นเรื่องราวมืดหม่นของชีวิตวัยรุ่นในยุค 90 ยา เซ็กซ์ ความรุนแรงในโรงเรียน ความตาย ครอบครัว ความเหงา ความไร้แก่นสาร มิตรภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ ที่หลายเรื่องก็ถึงขั้นรุนแรง หลายๆ เรื่องเมื่ออ่านจบก็ต้องนิ่งค้างปล่อยให้อามรณ์ตกตะกอนก่อนจะอ่านบทต่อไปได้ ความมืดหม่นของวัยรุ่นและน้ำเสียงเรียบง่ายในการเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้ชวนให้นึกถึงบรรดาหนังวัยรุ่นอเมริกันทั้งหลายของแลร์รี่ คล้าก (Kids, Ken Park, Bully) หรือกัส แวน แซนต์ (Elelphant, Paranoid Park) มันจริง มันดิบ มันหนัก และถูกบอกเล่าอย่างเรียบง่ายแทบปราศจากการปรุงแต่ง และนั่นยิ่งทำให้เรื่องดูมีพลังมากยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างที่บอก ภาษาและน้ำเสียงที่ใช้นั้นธรรมดาสามัญและปราศจากการเร้าอารมณ์ ซึ่งน่าแปลกที่เราพบว่านั่นกลับยิ่งทำให้เรื่องราวมืดหม่นรุนแรงเหล่านั้นกระทบใจเราได้มากกว่าการใช้ภาษาหรือเทคนิคการเล่าที่ซับซ้อนหรือเร้าอารมณ์เสียอีก มันทำให้เราพบว่า หากตัวเรื่องเล่ามีน้ำหนักในตัวมันเองอยู่แล้ว องคาพยพเชิงเทคนิคอันฉูดฉาดใดอื่นก็กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นไปเสีย ปล่อยให้ตัวเรื่องเล่าได้ทำหน้าที่กระทบใจผู้อ่านด้วยตัวมันเอง เหมือนที่หนังสือเล่มนี้ทำ เพราะเมื่ออ่านจบแต่ละบทแล้วเราพบว่า สิ่งที่กระทบใจเราคือพลังของเรื่องเล่าล้วนๆ

สิ่งที่ชอบอีกอย่างโดยส่วนตัวก็คือ ในหนังสือมันจะมีหลายโมเมนต์ที่พูดถึงความไร้แก่นสารของวัยรุ่น เวลาที่พวกเขาโทรนัดเพื่อนออกมาแฮงก์เอาท์กันในตอนกลางคืน ใครสักคนเอาเหล้าออกมาขวดหนึ่ง นัดเจอกันที่สวนสาธารณะ พอมากันครบก็เดินแกร่วฝ่าลมหนาวกันไปในเมือง ไปโรงเรียนมัธยมข้างเคียงที่พวกเขาไม่ได้เรียน แวะร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เดินขึ้นลงเนินเขาตรงนั้นตรงนี้ตัดเข้าไปในถนนอีกด้าน ลัดเลาะพูดคุยถึงปัจจุบันขณะ บอกเล่าเรื่องราวประหลาดของเพื่อนฝูงผู้คน ข่าวลือเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างลึกลับของเด็กวัยรุ่นที่พวกเขารู้จัก สลักชื่อของตนลงบนต้นไม้เก่าแก่ในสวน เราพบว่าฟรังโก้ถ่ายทอดโมเมนต์พวกนี้ออกมาได้เรียบง่ายแต่สวยงาม มันคือวัยเยาว์ที่เขลาและผ่านเลยไปแล้ว แล้วมันก็เป็นตอนกลางคืนที่ไม่สิ้นสุด และมันจะไม่มีทางย้อนกลับคืนมาอีก

บางเรื่องที่ชอบเป็นพิเศษ;
- Halloween สิบปีที่แล้ว เด็กหนุ่มคนหนึ่งขับรถชนบรรณารักษ์ตายในคืนวันฮาโลวีน จวบจนถึงปัจจุบันไม่มีใครในโลกนี้รู้ว่าเขาเป็นคนขับรถชนเธอตาย แต่แทนที่เขาจะทนทุกข์ทรมานกับความลับที่สมควรจะเป็นบาดแผลดำมืดในจิตใจ ทั้งหมดที่เขารู้สึกก็คือความรู้สึกระตุกใจนิดหน่อยเวลาขับรถผ่านสถานที่เกิดเหตุนานๆ ครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้าน เพียงแค่นั้น – เลือดเย็นที่สุดเมื่อบางครั้งสิ่งที่เรียกว่ามโนธรรมหรือการสำนึกผิดบาปมันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ อย่างที่ควรจะเป็น

- Lockheed สาวเนิร์ดหลงรักหนุ่มหล่อแบ๊ดบอยอย่างเงียบๆ มานาน ในงานปาร์ตี้บ้านเพื่อนที่ไม่มีใครคุยกับเธอ หนุ่มหล่อลงมานั่งข้างๆ และพูดคุยเรื่องธรรมดาสามัญกับเธอเพียงไม่กี่ประโยค แต่นั่นทำให้โลกทั้งโลกของเด็กสาวสว่างไสว แต่มันสว่างไสวอยู่อย่างนั้นเพียงชั่วครู่ จนกระทั่งการชกต่อยกันในงานเลยเถิดเกินควบคุม แล้วก็เหมือนความสว่างไสวนั้นของเด็กสาวต้องดับมืดลงตลอดกาล – หัวใจสลายเหลือจะบรรยาย..

- American History ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์พานักเรียนย้อนเวลากลับไปในสมัยที่อเมริกายังมีทาสผ่านการแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่มระหว่างรัฐทาสและรัฐไทเพื่อให้โต้วาทีกัน ก่อนที่เหตุการณ์จะลามเลยรุนแรงไปนอกห้องเรียนเพราะเด็กหนุ่มคนหนึ่งต้องการใช้การโต้วาทีนี้พิชิตใจสาวฮอตร่วมชั้นที่เขาแอบชอบ – มันเป็นการเมือง แล้วมันก็เป็นเรื่องรักวัยรุ่น แล้วมันก็เขียนขึ้นอย่างคมคายและชาญฉลาด อาจเป็นเรื่องที่เยี่ยมที่สุดแล้วในหนังสือเล่มนี้

- April การเดินดุ่มไร้จุดหมายของกลุ่มเพื่อนไปในสถานที่ต่างๆ ยามค่ำคืนที่ทั้งเมืองกำลังหลับใหล นำมาซึ่งการเริ่มต้นของสิ่งที่อาจเป็นความรักและการสิ้นสุดของบางมิตรภาพ – ถ่ายทอดความเหงาและไร้แก่นสารของวัยรุ่นในโมงยามที่งดงามและแสนเศร้า และเมื่อเราเป็นผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มันจะสะเทือนใจเราอย่างเงียบๆ ค่าที่โมงยามแบบนี้มันผ่านเลยเราไปแล้วจริงๆ

- I Could Kill Someone เมื่อเด็กหนุ่มถูก bully อย่างรุนแรงในโรงเรียนเพราะเขาอ่อนแอและแตกต่าง เขาจึงตัดสินใจหาปืนมาครอบครองและเริ่มวางแผนฆ่า – มันน่าตกใจทีเดียวที่เราอินกับตัวละครที่ถูกทำร้ายและสงสารมันมากจนแอบเชียร์ให้แผนการฆ่าของเขาประสบความสำเร็จ!

หมายเหตุ: ยังไม่มีแปลไทย แต่ภาษาอังกฤษในเรื่องนี้เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และอ่านสบายเอามากๆ