Bangkok International Film Festival 2008
posted on 30 Sep 2008 20:05 by eakearly in Filmsหนังที่ได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2008 เรียงตามลำดับความชอบจากมากไปน้อย
In The City of Sylvia
- ชอบมากที่สุดแล้วในเทศกาล ไม่ได้รับความรู้สึกว่าหนังเรื่องไหนมี impact กับเราแรงๆแบบหนังเรื่องนี้มานานมาก ยิ่งหวนคิดก็ยิ่งชอบ
- ฉากนางเอกโบกมือลา จี๊ดสุดแล้ว และ... หัวใจสลายไปเลย (แอบรู้สึกอยากให้นั่นเป็นฉากจบของหนัง)
- ในอีกแง่หนึ่ง นี่เหมือนเป็น daydream fantasy ของบรรดา backpackers
- เมืองนี้น่าไปอยู่เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเต็มไปด้วยสาวสวยมากมาย แต่ผู้ชายมีน้อยและล้วนแล้วแต่แก่และอ้วน คู่แข่งน้อย 555
- ขณะนี้ หนังเรื่องนี้กำลังอยู่ในระหว่างการประเมินเข้าเป็น top 10 หนังที่ผมชอบที่สุดในชีวิต (ซึ่งหมายความว่าหนังบางเรื่องต้องถูกเขี่ยออกไป)
Summer Hours
- ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ และชอบมากกว่า Clean หลายเท่านัก ชอบอารมณ์เศร้าแบบไม่ฟูมฟายที่คลออยู่ตลอดทั้งเรื่อง รู้สึกนับถือผู้กำกับที่ทำหนังเศร้าได้แบบนี้มากกว่าผู้กำกับที่ทำหนังเศร้าแบบเล่นเอาเราร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายเสียอีก
- ชอบคุณแม่ ป้าแม่บ้าน และลุคโฉบเฉี่ยวของบิโนช
- แทนที่ตัวเองจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับตัวละครรุ่นหลาน เพราะคิดเสมอว่าเรายังเด็ก แต่หนังเรื่องนี้ทำให้รู้ตัวว่าบางทีผมอาจเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วจริงๆ เพราะรู้สึกตัวเอง connect กับตัวละครรุ่นลูกมากกว่า รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้องชายคนที่ไปทำงานบริษัทพูม่าที่เมืองจีน และนึกสะทกสะท้อนใจถึงเรื่องตัวเอง อยากกลับบ้านไปหาแม่และครอบครัว
- ไม่รู้ว่าอะไรทำให้อัสซายาสทำหนังเรื่องนี้ออกมา อยากรู้ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจของเขา เหมือนนี่เป็นจดหมายรักถึงอดีตอะไรสักอย่างของเขาที่ไม่อาจหวนคืน เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขาในช่วงนี้หนอ
- ชอบลองเทคในหลายๆฉาก โดยเฉพาะฉากงานปาร์ตี้ที่บ้าน (ติดใจลองเทคของอัสซายาสมาตั้งแต่ฉากจางม่านอวี้เสิร์ฟอาหารที่ภัตตาคารใน Clean แล้ว)
- อนึ่ง น้องปอลผู้เยือกเย็นจาก A Christmas Tale ไม่ได้เล่นอะไรมากมายเลยในเรื่องนี้ อยากเห็นน้องฆ่าใครสักคนอย่างโรคจิตในผลงานเรื่องต่อๆไปนะครับ (555)
- มีแผ่น Boarding Gate อยู่ที่บ้านนานแล้ว แต่คงอีกนานกว่าจะหยิบมาดู เพราะเห็นโปสเตอร์แล้วน่าจะตรงข้ามสุดขั้วกับเรื่องนี้มากๆ ขออินกับเวอร์ชั่นนี้ของอัสซายาสไปนานๆก่อน
Up The Yangtze

- ชอบหนังเรื่องนี้มาก ไม่น่าเบื่อเลย และไม่รู้สึกอยากให้จบเร็วด้วย
- เป็นสารคดีที่แอบรู้สึกว่ามีการปรุงแต่งจัดวางอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เกินงามและไม่ทำให้ความเป็นสารคดีเสียไป ซ้ำกลับรู้สึกว่ามันทำให้หนังดูน่าสนใจขึ้นไปอีก (ดนตรีประกอบเพราะ ภาพสวยประมาณนึง จับห้วงอารมณ์ดราม่าได้หมดจนน่าแปลกใจ)
- Subject ของเรื่องทั้งเด็กสาวชาวนายากจนนอกระบบ (เพราะพ่อแม่มีลูก 3 คน ไม่ทำตาม one child policy) และเด็กหนุ่มสปอยล์จองหอง (ผลผลิตของ one child policy) เป็นภาพตรงข้ามที่น่าสนใจมากๆ การเห็นภาพบ้านของเด็กสาวค่อยๆ จมน้ำหายไปโคตรน่าใจหาย
- ชอบการเล่าเรื่องของผู้กำกับ (ที่เป็นชาวแคนาเดี้ยนเชื้อสายจีน) ที่มักจะมีการประยุกต์สไตล์การพูดคมๆ ของคนจีนเข้าไปเหมือนในงานเขียนของ Amy Tan เช่นว่า คนเราเปลี่ยนแปลงโชคชะตา (fate) ไม่ได้ แต่สามารถปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพ (character) ได้ ฯลฯ (จริงๆ มีคมกว่านี้เยอะ แต่นึกไม่ออก)
- อนึ่ง สกอร์เพราะมาก แต่เพื่อนชาวไต้หวันที่ไปดูด้วยกันบอกว่าดนตรีมัน "พยายามจีน" แต่ไม่ใช่จีนเลย (จากเครดิต เข้าใจว่าคนทำดนตรีประกอบไม่ใช่คนจีน)
Otto; or Up with Dead People
- ชอบมากๆๆๆๆๆ ตลก เพลิดเพลิน ช่างเสียดสี ผู้กำกับปล่อยของหลายอย่างเลยในเรื่องนี้ น้ำเสียงที่ตัวละครผู้กำกับหนังในหนังพูดพ่นสาธยายเกี่ยวกับสังคม การเมือง ทุนนิยม ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ มันช่างประชดประเทียดเสียดสีสะใจมากๆ
- นาทีหนึ่งดูเหมือนหนังจะมีจุดยืนต่อเรื่องสังคมอย่างเข้มข้นรุนแรง แต่นาทีหนึ่งก็เหมือนหนังประชดยั่วล้อตัวเองไปในทีเหมือนกันที่ดัดจริตเล่นประเด็นการเมือง ชอบท่าทีแบบนี้ของหนัง
- มีคนเดินออกจากโรงระหว่างหนังฉายไปหลายคนเหมือนกัน
A Christmas Tale
- เข้มข้นและสนุกน่าติดตาม ชอบตัวละครทุกตัวในหนังเพราะทุกตัวละครต่างก็มีส่วนที่น่าจดจำและเล่นกันได้ดีสุดๆ ชอบอลิซาเบธเพราะหน้าตาเธอสวยโศกโทรมเหมือนพร้อมจะฆ่าตัวตายได้ตลอดเวลา น้องปอลก็ท่าทางน่าจะรุ่งเพราะการแสดงของน้องดูเยือกๆ เหมือนแผ่นน้ำแข็งกลางแจ้งที่พร้อมจะแตกตลอดเวลาหากใครลงเท้าหนักไปหน่อย (น้องเค้าปรากฏตัวอีกเรื่องใน Summer Hours ของอัสซายาส) เด็กสองพี่น้องลูกของอีวองก็น่ารัก แต่ชอบตัวละครอีวองที่สุดเพราะดูปกติที่สุดแต่ด้วยมุมมองของคนดูที่ได้เห็นชีวิตเขาจากหลายๆ มุมแล้ว ตัวละครตัวนี้โคตรเศร้าเลย
- ผิดขนบหนังครอบครัวฝรั่งเศสอยู่หน่อยตรงที่ไม่มีเนื้อเรื่องอะไร "แรงๆ" สุดโต่งมากนัก (555 ราวกับนี่ยังแรงไม่พอ)
- เสียวสยองกับบรรดาฉากเจาะไขกระดูกทั้งหน้าทั้งหลังจริงๆ
Jay
- ไม่คิดจะดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่เพื่อนชาวฟิลิปปินส์อยากดูจึงดูด้วย คาดหวังว่าจะเป็นหนังเครียดๆ ปรากฏว่าผิดคาด เพราะหนังตลกเสียดสีและสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มันพูดถึงผู้กำกับรายการทีวีที่ตามทำรายการทีวีเรียลลิตี้เกาะติดชีวิตของครูเกย์ที่ถูกฆาตกรรม แต่ด้วยความที่อยากให้รายการออกมาขายได้ ผู้กำกับเลยมีการจงใจจัดฉาก บิวด์อารมณ์ และรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้ตายอย่างร้ายกาจ ขณะที่หลายๆ คนก็ยอมให้ความร่วมมืออย่างน่าเกลียดเสียด้วยเพียงเพราะอยากออกทีวี
- โรงหนังมีปัญหา อยู่ๆ เสียงก็หายไปเป็นพักใหญ่ๆ อยู่บ่อยมาก ตอนที่มีเสียงระบบเสียงก็เบาและห่วย แต่ด้วยความที่หนังสนุกมาก คนดูจึงยังถูกตรึงอยู่บนเก้าอี้ (รู้สึกจะมีคนลุกออกไปแค่ 1-2 คน) และอ่านซับไตเติ้ลเอา ขนาดนั้นก็ยังหัวเราะออกมาได้ ผกก.บอกตอน Q&A ว่าอยากจะร้องไห้เพราะปัญหาทางเทคนิค แต่อยากจะร้องไห้ยิ่งกว่าที่คนดูไม่ยอมลุกไปไหนและยังนั่งขำกันอยู่
- นี่เป็นหนังเซอร์ไพรส์สำหรับผม ผิดคาด ตลกสุดๆ แสบสันต์มาก มีหลายฉากที่นึกขึ้นมาตอนนี้แล้วก็ยังขำได้อยู่เลย
Lorna's Silence
- เมื่อเปรียบเทียบกับงานก่อนหน้าของพี่น้องดาร์เดนน์ รู้สึกชอบ The Son, Rosetta และ The Promise มากกว่า ตามลำดับ (สำหรับ The Child นี่ยิ่งรู้สึกเฉยๆ)
- ช่วง 3/4 แรกของหนัง ไม่รู้สึกใหม่สดอะไร เหมือนเห็นเรื่องเดิมๆของพี่น้องดาร์เดนน์เพียงแต่เปลี่ยนตัวละคร แต่พอช่วง 1/4 ท้ายของหนัง รู้สึกชอบมากขึ้นเป็นทวีคูณ และมันเป็น consequence ที่เปลี่ยนการรับรู้ของเราในส่วนแรกของหนังไปในทันที ตั้งแต่ตอนที่ลอร์น่าเริ่มฮึดสู้และอยู่ๆก็เฮี้ยนขึ้นมาซะงั้น
Serbis

- ส่วนตัวรู้สึกว่าคำสรรเสริญมากมายที่หนังได้รับก่อให้เกิดความผิดหวังเล็กๆ กับผม ผมไม่ได้ชอบมากมายอะไร
- มีการใช้สัญลักษณ์มากมายและค่อนข้างประเจิดประเจ้อ ฉากเซ็กซ์ดู (แรง) เกินจำเป็น ยิ่งกว่านั้น ผมว่าลองเทคหลายๆ อันก็ดูไม่จำเป็นเช่นกัน (ทั้งๆ ที่ผมเป็นแฟนลองเทคนะ แต่ผมเชื่อว่าลองเทคต้องมาพร้อมกับวัตถุประสงค์)
- สิ่งที่ชอบก็คือความรู้สึกเรียลแบบไม่ต้องปรุงแต่ง (เอ๊ะ! หรือปรุงแต่งซะจนดูเรียล) สกปรกและเสื่อมแบบไม่ปราณีกันเลย, ความรู้สึก exotic ที่ได้รับ, เนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวนี้และความสัมพันธ์ของผู้คนในครอบครัว, เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในแค่หนึ่งวัน!
- เพื่อนๆ ชาวฟิลลิปปินส์ที่ไปดูด้วยกันเล่าอะไรสนุกๆ น่าสนใจหลายๆ อย่างให้ฟังหลังหนังจบ อย่างนึงก็คือ นักแสดงสองคนที่เล่นเป็น Nayda และสามีของเธอเป็นนักแสดงขายฝีมือตัวกลั่นของฟิลิปปินส์ (แต่เพื่อนผมทั้งคู่ช็อคว่าคนที่เล่นเป็น Nayda เคยสวยเอ๊กซ์มาก แต่เรื่องนี้เปลี่ยนไปได้อีกอย่างที่เห็น 555) หรือวิธีที่อลันกำจัดฝีนั้นก็เป็นวิธีที่บอกเล่าต่อๆ กันมาในหมู่คนฟิลิปปินส์ว่าให้ทำแบบนั้น อ้อ แล้วคนฟิลิปปินส์ก็ต้องอ่านซับนะครับ เพราะสำเนียงในหนังมันท้องถิ่นจริงๆ คนที่มาจากมะนิลาจะฟังไม่เข้าใจ
Histeria
- หนังคัลท์และเสื่อมมากๆ (ซึ่งเข้าใจว่าเป็นความตั้งใจของผกก.นะ) มีทั้งผี, มนต์ดำ, ตัวประหลาดหน้าตาเหมือนพรีเดเตอร์, เลือดปลอมที่แดงบ้างชมพูบ้างข้นบ้างเจือจางบ้างแต่พุ่งปรี๊ดอย่างกับใน Kill Bill, แฟนหนุ่มหน้าตาน่ากลัวพอๆกับผี, ถูกผีฆ่าหรือถูกเพื่อนฆ่า(?), เลสเบี้ยน, ครูพละสุดหล่อ, เด็กนักเรียนสาวใจแตก, สตาร์ทรถไม่ติด, วิ่งหนีผีเข้าไปในที่ที่ไม่ควรจะหนีเข้าไป, ตัวละครลึกลับที่พอโผล่มาก็มาพร้อมกับดนตรีประกอบเยือกๆ, ดนตรีประกอบถูกๆแต่ดังปรี๊ดหูจะแตก ฯลฯ ครบหมดที่เคยเห็นมาแล้วในหนังสยองขวัญเรื่องอื่นๆ
- แรกๆ รู้สึกเหวอๆ อะไรกันเนี่ย พอสักพัก จะเล่นกันอย่างงี้เลยใช่ไหม โอเค พอปรับตัวได้แล้ว ก็สนุกกับหนังเต็มที่ไปเลย (อยากหัวเราะอ่ะ แต่ไม่มีใครหัวเราะเป็นเพื่อน 555) หากดูเรื่องนี้คั่นกับหนังเครียดๆในเทศกาล จะผ่อนคลายดีนักแล
- หนังเรื่องนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการเช่าดีวีดี (เช่าก็พอ ไม่ต้องซื้อเก็บนะ หรือถ้าซื้อมาได้จากกระบะลดราคาในโลตัสจะยิ่งดียิ่งเพิ่มดีกรีความคัลท์) มาดูที่บ้านเพื่อนกับเพื่อนๆ ในคืนวันศุกร์หรือเสาร์ แล้วก็ขำกันให้โลกแตกไปเลย 555
หนังที่อยากดูมาก แต่พลาดไปเนื่องจากเวลาและภาระหน้าที่ไม่เอื้อ
- Nanayo
- The Last Mistress
- Drumbeat
- 24 City
- Let the Right One In

ป.ล.อยากดูไอ้หนังที่คนเดินออกจากโรงจัง
#1 By omega on 2008-09-30 21:53