Last Days that I'm Not There to be Controlled

posted on 14 Dec 2008 16:31 by eakearly  in Films

ผมเพิ่งดู Control จบไป และทำให้นึกถึงหนังอีก 2 เรื่องที่ได้ดูไปก่อนหน้า และมีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปินเพลงผู้เป็นตำนานเหมือนกัน

 

Last Days (2005) directed by Gus Van Sant

เรื่องของใคร : Kurt Cobain แห่งวง Nirvana แบบได้รับแรงบันดาลใจมา และมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครใหม่ยกชุดไม่ให้เหมือนกับตัวจริง

ประมาณว่า : ถ่ายทอดช่วงเวลาประมาณ 24 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่ตำนานผู้นี้จะจบชีวิตลง หนังพาเราลงลึกไปถึงส่วนที่มืดที่สุดในใจของเขา ผ่านการตีความและจินตนาการของผู้กำกับ อันเป็นเหตุผลที่ผู้กำกับต้องบอกเสียงดังๆ ว่านี่ไม่ใช่หนังชีวประวัติของ Cobain

ผ่านตาแล้วพบว่า : อาร์ตแตกสะใจ เป็นงานโชว์ฝีมือแบบแบกหนังทั้งเรื่องของไมเคิล พิตต์ ซึ่งไมเคิล พิตต์ในเรื่อง เหมือนโคเบนอย่างน่าใจหาย เขาเล่นดนตรี เมายา แก้ผ้า คลุกดินคลุกฝุ่น เดิน เลื้อย เพ้อพก และก่อนลมหายใจสุดท้าย เราได้เห็นเขา แต่งหญิง!

หนังใกล้เคียง : Kurt and Cortney (Nick Broomfield), Clean (Olivier Assayas)

 

I'm Not There (2007) directed by Todd Haynes

เรื่องของใคร : Bob Dylan (แต่ก็อีก หากคิดจะมาศึกษาชีวประวัติของเขาจากหนังเรื่องนี้ เห็นจะคิดผิด)

ประมาณว่า : นี่ก็ตีความกันชิบหายไม่ต่างกับเรื่องข้างบน เป็นการเล่าช่วงชีวิตของ Dylan ด้วยนักแสดง 6 คนแต่ละคนเป็นตัวแทน element ต่างๆ ในต่างกรรมต่างวาระกัน อิทธิพลของสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ Dylan เป็น Dylan ถูกขับเน้นให้ความสำคัญกว่าจะเล่าประวัติชีวิตอย่างตรงไปตรงมา และใช้การเล่าเรื่องอย่างไม่ลำดับเวลา

ผ่านตาแล้วพบว่า : การแสดงเยี่ยมยอด โดยเฉพาะ Cate Blanchett วิธีเล่าเรื่องด้วยนักแสดง 6 คน แปลกใหม่ไอเดียล้ำ แฟนๆ Dylan ตัวยงที่เป็นแฟนหนังอาร์ตคงเป็นสุขเหลือล้นขณะชม ส่วนตัวตื่นเต้นไปกับการแสดงและเทคนิคเล่าเรื่องแปลกใหม่ รู้สึกว่าหนังช่างยโสและไม่แคร์คนดูหมู่มาก สุดท้ายเหมือนจะรู้เรื่อง แต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง อาร์ตแตกกว่าเรื่องข้างบนมากมายนัก

หนังใกล้เคียง : No Direction Home (Martin Scorsese) (หากไม่ใช่หนังที่พูดถึง Dylan แล้ว หนังเรื่องนี้ก็เป็นเอกลักษณ์มากจนนึกหนังใกล้เคียงไม่ออก)

 

Control (2007) directed by Anton Corbijn

เรื่องของใคร : Ian Curtis แห่งวง Joy Division

ประมาณว่า : หนังขาวดำทั้งเรื่องเรื่องนี้เล่าเรื่องของ Curtis ตั้งแต่เป็นนักเรียน ความหลงใหลในดนตรี การขึ้นสู่ความโด่งดังของวง ความรักกับผู้หญิงสองคน โรคประจำตัว การใช้ยา และจุดจบ 

ผ่านตาแล้วพบว่า : หนังเล่าเรื่องอย่างตามลำดับเวลา ตรงไปตรงมา เรียบร้อย เข้าใจง่าย แตกต่างมากมายจากสองเรื่องข้างต้น หากแต่หนังไม่ได้ขับเน้นวัยเยาว์ของเขาที่หล่อหลอมให้เขาเป็นอย่างที่เห็นในวัยรุ่นเท่าไรนัก พอๆ กับที่เราก็ไม่ได้รับรู้เรืองพ่อแม่ของเขามากไปกว่าแค่เขามีพ่อกับแม่ที่ยังอยู่ด้วยกัน ภาพขาวดำทำให้หนังสวยขาดใจ และทำให้รู้ว่าภาพขาวดำสามารถทำให้สิ่งไม่น่าพิศมัยกลายเป็นศิลปะหรือช่วยปกปิดสิ่งเหล่านั้นได้ดี เช่น ภาพขวดนมไม่ได้ล้างที่วางเกลื่อนกลาด ภาพสภาพเวทีที่พังยับเต็มไปด้วยขยะ หรือภาพฟันที่คาดว่าน่าจะเหลืองเหมือนคนอังกฤษทั่วๆ ไปของ Sam Riley ตอนที่เขายิงฟันหน้ากระจก ฯลฯ

ท่าเต้นยึกยักเนิร์ดๆ ของ Riley ช่างติดตา Alexandra Maria Lara ที่รับบทเป็น Annik Honoré สวยเท่น่าหลงใหล แต่หนังแสดงให้เห็นว่าถึงเธอจะทราบว่า Curtis มีภรรยาอยู่แล้วแต่ก็ยังเดินหน้าต่อ (ระวังว่า Deborah Curtis ผู้เป็นภรรยามีเครดิตเรื่องบทและโปรดิวเซอร์ร่วมด้วย) ฉากที่เธอถาม "มีใครในวงนี้ที่เชื่อเรื่องความรักบ้างไหม" นั้นช่างมีเสน่ห์และจงใจให้ท่าสุดๆ Samantha Morton ให้การแสดงสุดวิเศษเช่นเคย การปรากฏตัวของเธอในแต่ละฉากคือสิ่งที่เรารอคอย ฉากที่เธอรุกถามสามีเรื่องชู้รักนั้น ทำเอาเรารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เธอส่งผ่านออกมา

ว่าแต่ ปัจจุบัน Morton อายุเท่าไหร่แล้วหรือ แล้วมาเล่นบทนี้ (555)

หนังใกล้เคียง : สองเรื่องข้างต้น และอาจรวมถึง The Rose (Mark Rydell)

 

การได้ชมภาพยนตร์ที่นำเอาไอดอลแห่งยุคสมัยมาขึ้นจอทั้งสามเรื่องนี้ ให้ภาพร่วมบางอย่างของศิลปินที่เหมือนการฉายซ้ำ การผลักดันตนให้พ้นจากกรอบทั้งภายนอก (ความยากจน เป็นอาทิ) และภายใน (ยาถูกเลือกใช้เป็นตัวช่วยในการนี้) ด้วยความเป็นขบถและเสรี อันนอกเหนือไปจากความสามารถทางดนตรี

ศิลปินช่างงดงาม แต่ก็ช่างเปราะบางในเวลาเดียวกัน หรือทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งเดียวกัน หรือการที่เราหลงใหลคลั่งไคล้ศิลปินเหล่านั้น อาจเป็นเพราะเราหลงใหลความเปราะบางของพวกเราเองที่เราเห็นสะท้อนอยู่ในตัวพวกเขา ซึ่งเชื่อมโยงให้เห็นว่าเขากับเราก็มีจุดร่วมบางอย่างที่เชื่อมกันได้และไม่ต่างกัน

 

 

 

edit @ 14 Dec 2008 19:41:13 by eak early : เอกเช้า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่อ control นี่หนังจอย ดิวิชั่นนี่เอง อยากดู!
ป.ล.ทั้ง2-3เรื่องนี่มันเหมือนกันตรงนักแสดงเขาสุดยอดเนอะคับ

#1 By omega on 2008-12-15 10:26

อยากดูสองเรื่องแรกมากครับ ยังไม่มีโอกาสเลย

เสน่ห์อย่างหนึ่งของ Control ที่ผมชอบคือการถ่ายทอดออกมาเป็นภาพขาว-ดำ ที่เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรื่องมาก (แล้วโปสเตอร์ก็โดยใจผมมากเช่นกันที่ให้สเปซความหมายระหว่างสีขาวดำอย่างฉลาด)

ชอบประโยคสุดท้ายมากครับ ความเปราะบางกับศิลปิน

#2 By Seam - C on 2008-12-15 13:18

ชอบ Last Days มาก
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าซึม จิตตก และ พิทท์ แสดงได้ดีมากๆ

I'm Not There และ Control ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ

#3 By renton (125.26.124.90) on 2008-12-15 13:49

ดูหมดแหล่วทั้ง 3 เรื่อง

Last Days โหดสุด ดาร์คสุด และเทพสุด

ดังนั้นพอเห็น อีแวง แซนต์ ไปทำหนังลัลล้าแบบ Milk เลยรู้สึกเหมือนถูกหักหลังเล็กน้อย 555

#4 By merveillesxx (58.8.208.204) on 2008-12-15 21:22

นิ่มดูคอนโทรลเสร็จ
นั่งฟัง joy division ทันที
สองวันติด

><

#5 By skiixy* on 2008-12-15 22:57

ทั้งสามเรื่องที่ผ่านมา
ชอบ ลาสท์ เดย์ สุด
เพราะ...อีกสองเรื่องหลังยังไม่ได้ดู
5555

ทั้งๆที่ชอบบ๊อบ ดีแลน และจอย ดิวิชั่นมาก
กะไปดูในโรงทั้งสองเรื่องนั่นแหละ
แต่ก็เจือกพลาด จนบัดนี้
แผ่นออกได้ชาติกว่าก็ยังไม่ได้ไปหามายล

เร็วๆนี้แหละ... sad smile

#6 By zoxmok on 2008-12-17 07:29

มาชวนไปอ่านนวนิยายของ คุณอนุสรณ์จ้า
บล็อกพี่เล้ย

#7 By grappa (58.9.190.41) on 2008-12-17 09:52

บล็อกนี้ช่วยเตือนให้ผมดู I'm Not There กับ Control ซะที

ชอบ Last Days ครับ

#8 By aloneagain (124.120.25.114) on 2008-12-17 12:58

ตอน 2 มาแว้วๆ

#9 By grappa (58.9.188.72) on 2008-12-19 09:59