แววตาแม่น้ำยามบ่าย ตอนที่ 1
posted on 21 Feb 2009 23:41 by eakearly in etcเมืองที่หวังจื่อตันอาศัยอยู่มิอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ขณะเดียวกันก็มิอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองชนบทร้างไร้เช่นกัน ระหว่างที่คนรุ่นเขาเติบโตขึ้น เมืองก็มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ถนนตัดใหม่ที่ตัดตรงเข้าสู่เมืองนำมาซึ่งรถราพาหนะ สินค้าต่างเมือง ผู้คนแปลกหน้า ความฝัน และความหวัง หวังจื่อตันทราบจากแม่ของเขาว่าที่จริงเขาไม่ใช่ชาวเมืองนี้แต่กำเนิด พ่อและแม่ของเขาย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ขณะที่เขาอายุได้สี่ปีด้วยคำชักชวนของเพื่อนสนิทของพ่อ บ้านเกิดของพ่อกับแม่อยู่ไกลออกไปในชนบทอันห่างไกล สภาพแห้งแล้งของผืนดินที่นั่นที่มิอาจปลูกผักสีเขียวเพื่อบริโภคหรือค้าขายได้ ตลอดจนธารน้ำที่แห้งขอดกว่าสองในสามของช่วงหนึ่งปี ทำให้ใครๆ ต่างพูดว่าหมู่บ้านนั้นถูกสาป พ่อกับแม่ของเขาจึงพาเขาย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนี้
หวังจื่อตันเติบโตขึ้นมากับบรรยากาศของการค้าขาย พ่อกับแม่ของเขาละทิ้งทักษะกสิกรรมจากหมู่บ้านเดิมมาทำการค้าขายสินค้าจิปาถะทั่วไป พ่อค้าจากเมืองใหญ่จะขนสินค้าข้าวของจำนวนมากเข้ามาในเมืองสองสัปดาห์ต่อครั้งเพื่อขายให้กับครอบครัวของเขาสำหรับจำหน่ายปลีกต่อไป หวังจื่อตันขายของและต้อนรับลูกค้าเป็นเนื่องจากได้คลุกคลีกับการค้าของครอบครัวตั้งแต่เล็กๆ เป็นแต่ที่จริงแล้วใจของเขามิได้ฝักใฝ่ในเรื่องการค้าเท่าไรนัก เขาเป็นความหวังของพ่อเพื่อสานต่อกิจการให้รุ่งเรืองต่อยอดยิ่งๆ ขึ้นไป ความหวังของพ่อของเขาคงเป็นจริงได้อย่างง่ายดาย ถ้าเพียงแต่หวังจื่อตันจะมีใจรักในทางค้าขายอย่างพ่อได้สักครึ่ง
หวังจื่อตันรู้จักกับจางเหมี่ยนหัวตั้งแต่ยังเล็กแต่ไม่สนิทกันด้วยเหตุผลสองสามประการ เขาคลุกคลีตีโมงเล่นทโมนอยู่แต่กับกลุ่มเด็กผู้ชายข้อหนึ่ง กับบ้านของเธออยู่ห่างออกไปจากใจกลางของเมือง แต่บ้านของเขาอยู่บริเวณใจกลางเมืองนั่นก็อีกข้อหนึ่ง แต่ข้อสำคัญก็คือ ยามนั้นเขายังเยาว์เกินกว่าจะรู้สึกพึงใจเพศตรงข้ามอย่างหนุ่มสาว โอกาสที่เขาจะได้เห็นหน้าเธอก็มักจะเป็นช่วงสั้นๆ ขณะที่เขาช่วยพ่อนำสินค้าที่ครอบครัวของเธอสั่งไปส่งให้ที่บ้าน กับเวลาที่เดินสวนกันในโรงเรียนเท่านั้น
วันหนึ่งในฤดูร้อนปีที่หวังจื่อตันอายุได้สิบเจ็ดปี มีเหตุให้เขาต้องนำผ้าสามพับใหญ่ไปส่งยังบ้านของจางเหมี่ยนหัว เขากระชับพับผ้าให้มั่นอยู่บนตะแกรงเหล็กหลังจักรยานแล้วรัดด้วยเชือก จากนั้นจึงขี่จักรยานฝ่าเปลวแดดก่อนเที่ยงไปยังบ้านของเธอ เขาตะโกนเรียกคุณจางก็แล้ว คุณนายจางก็แล้วที่หน้าบ้านนั่นแต่ก็หามีใครออกมาเปิดประตูไม่ ต่อเมื่อเขาหันหลังกลับไปยังจักรยานที่จอดไว้เพราะคิดจะมาใหม่วันหลัง จางเหมี่ยนหัวก็เปิดประตูออกมาด้วยท่าทีเอียงอาย ยามนั้นหวังจื่อตันรู้สึกเหมือนลมเย็นๆ จากการผลักเปิดบานประตูของเธอพัดโชยเอากลิ่นหอมของบุปผาบางชนิดที่เขาไม่รู้จักมาต้องจมูก ความพึงใจที่แผ่ซ่านอยู่ในอกของเขาในชั่วขณะนั้นเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยพบพาน พ่อกับแม่ไม่อยู่ เธอบอกเขาเสียงเบา ฉันเอาผ้าที่แม่เธอสั่งไว้แต่เดือนที่แล้วมาส่ง เขาบอกเธอ
คืนนั้นหวังจื่อตันนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด ทบทวนความทรงจำเมื่อกลางวันที่เขาได้พบกับเธอ นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาพบกับเธอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกยามได้พบกับเธอเปลี่ยนแปลงไป เขาพยายามย้อนทวนไม่ให้กลิ่นหอมของบุปผาที่เขาไม่รู้จักเลือนหายไปจากความทรงจำ ขณะที่เขาพยายามทบทวนกลิ่นนั้นอย่างแม่นมั่น นาทีหนึ่งเหมือนมันช่างแจ่มชัดและเขารู้ว่าจะไม่มีวันลืม แต่อีกนาทีถัดมาเขากลับลนลานเมื่อกลิ่นนั้นเหมือนจะเลือนลับไป สลับกันอยู่เช่นนี้จนผล็อยหลับไป
คืนวันถัดมาเขาขี่จักรยานฝ่าแสงจันทร์ไปยังบ้านของเธอ ตะโกนเรียกชื่อเธอจากใต้หน้าต่างห้องที่ยังสว่างอยู่ด้วยแสงไฟ ระวังไม่ให้ดังเกินจนพ่อแม่ของเธออาจได้ยินเข้า แต่ก็ไม่ให้เบาเกินจนเธอไม่อาจได้ยิน เขารู้ว่าหน้าต่างบานนั้นเป็นหน้าต่างห้องของเธอ เขาไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไร แต่เขาแน่ใจ ตะโกนเรียกอยู่เพียงสามครั้งเด็กสาวก็ปรากฏกายตรงหน้าต่าง เขาโบกมือเพื่อให้แน่ใจว่าเธอเห็นเขา มีความเงียบเกิดขึ้นชั่วอึดใจ ขณะที่เขากำลังคิดว่าควรจะทำอะไรต่อไป เขามาเพียงเพื่อจะเห็นหน้าเธอ และก็ได้เห็นแล้ว เธอก็โบกมือตอบกลับมาเบาๆ
จากคืนนั้นหวังจื่อตันทักทายเธอทุกครั้งที่พบไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือในเมือง ทั้งคู่มักจะใช้เวลาช่วงบ่ายแก่ๆ ในบางวันหลังโรงเรียนเลิกขี่จักรยานออกไปนอกเมืองที่ผู้คนบางตา ทั้งคู่มักจะจอดจักรยานไว้ริมทางที่ขนานกับแม่น้ำแล้วพากันวิ่งตัดทุ่งหญ้าสีเขียวลงไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง นอนเคียงกันบนทุ่งหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำ เฝ้ามองแสงตะวันยามบ่ายส่องลอดม่านไม้ลงมา หรือไม่ก็นั่งมองเปลวระยับสีเงินยวงของคลื่นน้ำในแม่น้ำยามต้องแดด พูดคุยถึงวัยเด็กที่ทั้งคู่ไม่ได้ใช้ร่วมกัน เรื่องราวของเพื่อนๆ ในโรงเรียน เรื่องที่บ้าน บอกเล่าความหวังและความฝันของกันและกัน
"ฉันเคยได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน เห็นว่าเธอมีคู่หมั้นแล้ว"
หวังจื่อตันถามเธอในบ่ายวันหนึ่งที่ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่ริมแม่น้ำ ใจเต้นตึกตักขณะถามและในระหว่างที่รอคำตอบ
"ใช่ ฉันรู้แต่ว่าเขาแซ่เจี่ย อยู่ต่างเมือง แต่ไม่เคยเห็นหน้าสักครั้ง"
จางเหมี่ยนหัวตอบน้ำเสียงปกติ
"ถ้าเช่นนั้น เมื่อไหร่ที่บ้านจึงจะให้เธอแต่งงาน"
เขาถามต่อ
"ฉันไม่อยากแต่งกับคนแปลกหน้าที่ฉันไม่รู้จัก ฉันแสร้งทำเป็นรักเรียนและผลัดพ่อกับแม่ว่าขอให้เรียนให้จบเสียก่อน ฉันดื้อหัวชนฝา แต่คงผลัดได้อีกไม่นาน บางทีอาจต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในปักกิ่งหรือที่ไหนไกลๆ เสียเลย"
เขาใจหายวาบเมื่อได้ยินคำตอบ เขารู้สึกราวกับเธอพูดประโยคสุดท้ายด้วยภาษาอื่นที่เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เคยคิดจะจากเมืองนี้ไปไหน อยู่ที่นี่เขามีความสุขดี และบางทีอาจอยู่ที่เมืองนี้ได้จนวันตาย แต่การได้ยินเด็กสาวอย่างเธอพูดถึงการไปอยู่ต่างเมือง มันสั่นคลอนความเชื่อมั่นของเขาในทางหนึ่ง และใจหายเมื่อนึกถึงว่าบางทีอีกไม่นาน เขาอาจจะต้องอยู่ในเมืองนี้โดยไม่มีเธอ
"เธออยากไปจากเมืองนี้จริงๆ หรือ"
เขาถามเสียงสั่น
"ไม่หรอก ฉันไม่เคยอยากไปจากเมืองนี้ ฉันรักเมืองของเรา เป็นแต่ฉันไม่อยากแต่งงานกับคนที่ฉันไม่รู้จักเท่านั้น อีกไม่ถึงสิบปี เมืองนี้จะต้องยิ่งเจริญกว่านี้แน่ๆ ใครๆ เขาก็พูดกัน ทั้งพวกผู้ใหญ่แล้วก็ในข่าวโทรทัศน์ แล้วฉันจะอยากไปอยู่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้เพื่ออะไร ในเมื่อวันหนึ่งเมืองของเราก็จะเจริญได้อย่างนั้นในไม่ช้า"
หวังจื่อตันใจชื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รู้สึกลิงโลดใจ
"เราจะแก่เฒ่าไปด้วยกันในเมืองนี้ได้หรือไม่"
เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงร่าเริงระคนปิติ เธอหัวเราะขันในคำถามของเขา
"เธอเป็นบ้าหรือไร ถามอะไรอย่างนั้น หมายความว่าอย่างไร"
"ก็หมายความตามนั้น"
เขาย้ำซื่อๆ แก้มของเด็กสาวแดงระเรื่อ
"ก็ฉันบอกแล้ว ว่าเมืองของเราน่าอยู่และฉันก็มีความสุข ทั้งยังตื่นเต้นเมื่อนึกถึงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นอย่างที่เขาว่ากัน หากเธอก็ไม่คิดจะไปไหน ฉันก็คงอยู่จนเห็นเธอหัวหงอกได้กระมัง"
"จริงๆ นะ"
เขาตื่นเต้นดีใจ เธอไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ
-----------------------------------
โปรดติดตามต่อตอนที่ 2
(3 ตอนจบ)

ล้อเล่นนะ เขียนได้ซาบซึ้งสไตล์คุณชายเอกอยู่แล้วจ้า
เป็นกำลังใจให้เสมอแหละจ้า..
อ่านแล้วนึกถึงอารมณ์หนังของจาง อี้ โหมวเลย
:D
#1 By patz'h on 2009-02-22 01:41