เมืองที่หวังจื่อตันอาศัยอยู่มิอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ขณะเดียวกันก็มิอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองชนบทร้างไร้เช่นกัน ระหว่างที่คนรุ่นเขาเติบโตขึ้น เมืองก็มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ถนนตัดใหม่ที่ตัดตรงเข้าสู่เมืองนำมาซึ่งรถราพาหนะ สินค้าต่างเมือง ผู้คนแปลกหน้า ความฝัน และความหวัง หวังจื่อตันทราบจากแม่ของเขาว่าที่จริงเขาไม่ใช่ชาวเมืองนี้แต่กำเนิด พ่อและแม่ของเขาย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ขณะที่เขาอายุได้สี่ปีด้วยคำชักชวนของเพื่อนสนิทของพ่อ บ้านเกิดของพ่อกับแม่อยู่ไกลออกไปในชนบทอันห่างไกล สภาพแห้งแล้งของผืนดินที่นั่นที่มิอาจปลูกผักสีเขียวเพื่อบริโภคหรือค้าขายได้ ตลอดจนธารน้ำที่แห้งขอดกว่าสองในสามของช่วงหนึ่งปี ทำให้ใครๆ ต่างพูดว่าหมู่บ้านนั้นถูกสาป พ่อกับแม่ของเขาจึงพาเขาย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนี้

 

หวังจื่อตันเติบโตขึ้นมากับบรรยากาศของการค้าขาย พ่อกับแม่ของเขาละทิ้งทักษะกสิกรรมจากหมู่บ้านเดิมมาทำการค้าขายสินค้าจิปาถะทั่วไป พ่อค้าจากเมืองใหญ่จะขนสินค้าข้าวของจำนวนมากเข้ามาในเมืองสองสัปดาห์ต่อครั้งเพื่อขายให้กับครอบครัวของเขาสำหรับจำหน่ายปลีกต่อไป หวังจื่อตันขายของและต้อนรับลูกค้าเป็นเนื่องจากได้คลุกคลีกับการค้าของครอบครัวตั้งแต่เล็กๆ เป็นแต่ที่จริงแล้วใจของเขามิได้ฝักใฝ่ในเรื่องการค้าเท่าไรนัก เขาเป็นความหวังของพ่อเพื่อสานต่อกิจการให้รุ่งเรืองต่อยอดยิ่งๆ ขึ้นไป ความหวังของพ่อของเขาคงเป็นจริงได้อย่างง่ายดาย ถ้าเพียงแต่หวังจื่อตันจะมีใจรักในทางค้าขายอย่างพ่อได้สักครึ่ง

 

หวังจื่อตันรู้จักกับจางเหมี่ยนหัวตั้งแต่ยังเล็กแต่ไม่สนิทกันด้วยเหตุผลสองสามประการ เขาคลุกคลีตีโมงเล่นทโมนอยู่แต่กับกลุ่มเด็กผู้ชายข้อหนึ่ง กับบ้านของเธออยู่ห่างออกไปจากใจกลางของเมือง แต่บ้านของเขาอยู่บริเวณใจกลางเมืองนั่นก็อีกข้อหนึ่ง แต่ข้อสำคัญก็คือ ยามนั้นเขายังเยาว์เกินกว่าจะรู้สึกพึงใจเพศตรงข้ามอย่างหนุ่มสาว โอกาสที่เขาจะได้เห็นหน้าเธอก็มักจะเป็นช่วงสั้นๆ ขณะที่เขาช่วยพ่อนำสินค้าที่ครอบครัวของเธอสั่งไปส่งให้ที่บ้าน กับเวลาที่เดินสวนกันในโรงเรียนเท่านั้น

 

วันหนึ่งในฤดูร้อนปีที่หวังจื่อตันอายุได้สิบเจ็ดปี มีเหตุให้เขาต้องนำผ้าสามพับใหญ่ไปส่งยังบ้านของจางเหมี่ยนหัว เขากระชับพับผ้าให้มั่นอยู่บนตะแกรงเหล็กหลังจักรยานแล้วรัดด้วยเชือก จากนั้นจึงขี่จักรยานฝ่าเปลวแดดก่อนเที่ยงไปยังบ้านของเธอ เขาตะโกนเรียกคุณจางก็แล้ว คุณนายจางก็แล้วที่หน้าบ้านนั่นแต่ก็หามีใครออกมาเปิดประตูไม่ ต่อเมื่อเขาหันหลังกลับไปยังจักรยานที่จอดไว้เพราะคิดจะมาใหม่วันหลัง จางเหมี่ยนหัวก็เปิดประตูออกมาด้วยท่าทีเอียงอาย ยามนั้นหวังจื่อตันรู้สึกเหมือนลมเย็นๆ จากการผลักเปิดบานประตูของเธอพัดโชยเอากลิ่นหอมของบุปผาบางชนิดที่เขาไม่รู้จักมาต้องจมูก ความพึงใจที่แผ่ซ่านอยู่ในอกของเขาในชั่วขณะนั้นเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยพบพาน พ่อกับแม่ไม่อยู่ เธอบอกเขาเสียงเบา ฉันเอาผ้าที่แม่เธอสั่งไว้แต่เดือนที่แล้วมาส่ง เขาบอกเธอ

 

คืนนั้นหวังจื่อตันนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด ทบทวนความทรงจำเมื่อกลางวันที่เขาได้พบกับเธอ นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาพบกับเธอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกยามได้พบกับเธอเปลี่ยนแปลงไป เขาพยายามย้อนทวนไม่ให้กลิ่นหอมของบุปผาที่เขาไม่รู้จักเลือนหายไปจากความทรงจำ ขณะที่เขาพยายามทบทวนกลิ่นนั้นอย่างแม่นมั่น นาทีหนึ่งเหมือนมันช่างแจ่มชัดและเขารู้ว่าจะไม่มีวันลืม แต่อีกนาทีถัดมาเขากลับลนลานเมื่อกลิ่นนั้นเหมือนจะเลือนลับไป สลับกันอยู่เช่นนี้จนผล็อยหลับไป

 

คืนวันถัดมาเขาขี่จักรยานฝ่าแสงจันทร์ไปยังบ้านของเธอ ตะโกนเรียกชื่อเธอจากใต้หน้าต่างห้องที่ยังสว่างอยู่ด้วยแสงไฟ ระวังไม่ให้ดังเกินจนพ่อแม่ของเธออาจได้ยินเข้า แต่ก็ไม่ให้เบาเกินจนเธอไม่อาจได้ยิน เขารู้ว่าหน้าต่างบานนั้นเป็นหน้าต่างห้องของเธอ เขาไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไร แต่เขาแน่ใจ ตะโกนเรียกอยู่เพียงสามครั้งเด็กสาวก็ปรากฏกายตรงหน้าต่าง เขาโบกมือเพื่อให้แน่ใจว่าเธอเห็นเขา มีความเงียบเกิดขึ้นชั่วอึดใจ ขณะที่เขากำลังคิดว่าควรจะทำอะไรต่อไป เขามาเพียงเพื่อจะเห็นหน้าเธอ และก็ได้เห็นแล้ว เธอก็โบกมือตอบกลับมาเบาๆ

 

จากคืนนั้นหวังจื่อตันทักทายเธอทุกครั้งที่พบไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือในเมือง ทั้งคู่มักจะใช้เวลาช่วงบ่ายแก่ๆ ในบางวันหลังโรงเรียนเลิกขี่จักรยานออกไปนอกเมืองที่ผู้คนบางตา ทั้งคู่มักจะจอดจักรยานไว้ริมทางที่ขนานกับแม่น้ำแล้วพากันวิ่งตัดทุ่งหญ้าสีเขียวลงไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง นอนเคียงกันบนทุ่งหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำ เฝ้ามองแสงตะวันยามบ่ายส่องลอดม่านไม้ลงมา หรือไม่ก็นั่งมองเปลวระยับสีเงินยวงของคลื่นน้ำในแม่น้ำยามต้องแดด พูดคุยถึงวัยเด็กที่ทั้งคู่ไม่ได้ใช้ร่วมกัน เรื่องราวของเพื่อนๆ ในโรงเรียน เรื่องที่บ้าน บอกเล่าความหวังและความฝันของกันและกัน

"ฉันเคยได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน เห็นว่าเธอมีคู่หมั้นแล้ว"

หวังจื่อตันถามเธอในบ่ายวันหนึ่งที่ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่ริมแม่น้ำ ใจเต้นตึกตักขณะถามและในระหว่างที่รอคำตอบ

"ใช่ ฉันรู้แต่ว่าเขาแซ่เจี่ย อยู่ต่างเมือง แต่ไม่เคยเห็นหน้าสักครั้ง"

จางเหมี่ยนหัวตอบน้ำเสียงปกติ

"ถ้าเช่นนั้น เมื่อไหร่ที่บ้านจึงจะให้เธอแต่งงาน"

เขาถามต่อ

"ฉันไม่อยากแต่งกับคนแปลกหน้าที่ฉันไม่รู้จัก ฉันแสร้งทำเป็นรักเรียนและผลัดพ่อกับแม่ว่าขอให้เรียนให้จบเสียก่อน ฉันดื้อหัวชนฝา แต่คงผลัดได้อีกไม่นาน บางทีอาจต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในปักกิ่งหรือที่ไหนไกลๆ เสียเลย"

เขาใจหายวาบเมื่อได้ยินคำตอบ เขารู้สึกราวกับเธอพูดประโยคสุดท้ายด้วยภาษาอื่นที่เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เคยคิดจะจากเมืองนี้ไปไหน อยู่ที่นี่เขามีความสุขดี และบางทีอาจอยู่ที่เมืองนี้ได้จนวันตาย แต่การได้ยินเด็กสาวอย่างเธอพูดถึงการไปอยู่ต่างเมือง มันสั่นคลอนความเชื่อมั่นของเขาในทางหนึ่ง และใจหายเมื่อนึกถึงว่าบางทีอีกไม่นาน เขาอาจจะต้องอยู่ในเมืองนี้โดยไม่มีเธอ

"เธออยากไปจากเมืองนี้จริงๆ หรือ"

เขาถามเสียงสั่น

"ไม่หรอก ฉันไม่เคยอยากไปจากเมืองนี้ ฉันรักเมืองของเรา เป็นแต่ฉันไม่อยากแต่งงานกับคนที่ฉันไม่รู้จักเท่านั้น อีกไม่ถึงสิบปี เมืองนี้จะต้องยิ่งเจริญกว่านี้แน่ๆ ใครๆ เขาก็พูดกัน ทั้งพวกผู้ใหญ่แล้วก็ในข่าวโทรทัศน์ แล้วฉันจะอยากไปอยู่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้เพื่ออะไร ในเมื่อวันหนึ่งเมืองของเราก็จะเจริญได้อย่างนั้นในไม่ช้า"

หวังจื่อตันใจชื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รู้สึกลิงโลดใจ

"เราจะแก่เฒ่าไปด้วยกันในเมืองนี้ได้หรือไม่"

เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงร่าเริงระคนปิติ เธอหัวเราะขันในคำถามของเขา

"เธอเป็นบ้าหรือไร ถามอะไรอย่างนั้น หมายความว่าอย่างไร"

"ก็หมายความตามนั้น"

เขาย้ำซื่อๆ แก้มของเด็กสาวแดงระเรื่อ

"ก็ฉันบอกแล้ว ว่าเมืองของเราน่าอยู่และฉันก็มีความสุข ทั้งยังตื่นเต้นเมื่อนึกถึงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นอย่างที่เขาว่ากัน หากเธอก็ไม่คิดจะไปไหน ฉันก็คงอยู่จนเห็นเธอหัวหงอกได้กระมัง"

"จริงๆ นะ"

เขาตื่นเต้นดีใจ เธอไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ

 

-----------------------------------

โปรดติดตามต่อตอนที่ 2
(3 ตอนจบ)

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รออ่านต่อฮะ

อ่านแล้วนึกถึงอารมณ์หนังของจาง อี้ โหมวเลย

:D

#1 By patz'h on 2009-02-22 01:41

หวังจื่อตัน และ จางเหมี่ยนหัว น่ารักดีค่ะ

รออ่านต่อ ...

#2 By renton (125.26.126.205) on 2009-02-22 21:11

Hot!
ภาษาสวยมากครับ ขณะเดียวกันเนื้อเรื่องก็ชวนติดตามconfused smile

#3 By N.P on 2009-02-22 21:21

ชอบครับ

หนุ่มสาวคุยกันเรื่องการพัฒนาของเมือง ได้อารมณ์แบบจีนยุคใหม่ดีจัง

#4 By aloneagain (124.120.24.167) on 2009-02-24 01:03

บรรยากาศจีนๆ ผมนึกถึงภาพแบบ not one less ขึ้นมาเลย ชนบท ง่าย แต่จริงใจดีนะคับ

#5 By omega on 2009-02-24 10:22

ปักเก้าอี้นั่งรอติดตามต่อครับ

จบสามตอนแล้วอยากรู้ครับถึงแรงบันดาลใจที่เขียนเรื่องนี้ครับ big smile

ได้อารมณ์เหมือนบรรยากาศยามเย็น

#6 By Seam - C on 2009-02-24 10:42

นึกถึง สมัยเด็กๆๆ ช่วงที่เพิ่งรู้จักความรู้สึกแบบนี้ ฮ่าๆๆbig smile

#7 By lolay on 2009-02-25 03:15

ตอนแรกเห็นทางหน้าบล็อก
ดูมันยาวจัง

พอนำมาแปะบนเวิร์ดแล้ว
อ่านเพลินแป๊บเดียวจบ

ครั้งหนึ่งก็เคยมีเลือดลม
แบบสาวแรกรุ่นพลุ่งพล่าน
มันร้อนๆเขินๆแปลกๆ
...ก็ครั้งหนึ่งนั้นนะ

#8 By อุบล (58.9.175.159) on 2009-02-25 10:19

ว่างๆจะ comment นะแก เพราะยังอ่านไม่จบเลย (งานแยะนะ )ตอนแรกฉันคิดว่าแกเขียนเรื่อง แววตาแม่ยาย เลยรีบเข้ามาอ่าน(แก้ง่วงนะ)
ล้อเล่นนะ เขียนได้ซาบซึ้งสไตล์คุณชายเอกอยู่แล้วจ้า เป็นกำลังใจให้เสมอแหละจ้า..

#9 By p'aui (58.137.170.16) on 2009-03-05 01:34

อย่างสนุกคร้าบ

เอาอีกๆ