อ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่

 ---------------------------------------------

หวังจื่อตันกับจางเหมี่ยนหัวสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ยิ่งหวังจื่อตันรู้จักเด็กสาวมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอช่างเป็นคนที่ซับซ้อนและเขาเองช่างเยาว์และเขลามากขึ้นเท่านั้น ทั้งคู่อายุเท่ากัน จางเหมี่ยนหัวเป็นคนรักการอ่าน เธออ่านหนังสือมากมายเท่าที่เธอจะหาอ่านได้ หากมองเพียงผิวเผินภายนอก เธอก็เป็นเหมือนเด็กสาวขี้อายคนหนึ่ง หากเมื่อรู้จักมักคุ้นมากขึ้น เขารู้สึกว่าลึกๆ แล้วเธอเป็นคนรั้นเอาการไม่ต่างกับม้าป่า และบางครั้งก็กล้าคิดการใหญ่จนทำให้เขาถึงกับแปลกใจอยู่เนืองๆ นี่หนังสือทำให้เธอมีความคิดกว้างไกลได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ บางครั้งเขาก็นึกกลัว จางเหมี่ยนหัวเป็นเหมือนพลุดอกไม้ไฟที่รอวันจุดตัวสว่างไสวใหญ่โต เขาขอให้วันนั้นไม่มีทางมาถึง เขากลัวจะตามเธอไม่ทันและจะสูญเสียเธอไป

 

บ่ายวันหนึ่งที่มีเมฆมากและแดดไม่ร้อน ขณะที่ทั้งคู่กำลังเข็นจักรยานของตนเลียบไปตามทางที่ขนานกับแม่น้ำอย่างช้าๆ จางเหมี่ยนหัวก็แจ้งข่าวที่ทำให้หวังจื่อตันถึงกับดีใจอย่างสุดแสนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวน้ำนิ่งในทะเลสาบ

"คนแซ่เจี่ยที่พ่อแม่ฉันจะให้แต่งงานด้วย เขาแต่งงานกับผู้หญิงอื่นไปแล้ว และตอนนี้ภรรยาของเขาก็กำลังตั้งครรภ์"

"ว่าอะไรนะ!"

เด็กหนุ่มถึงกับตะโกนออกมาเสียงดัง

"ก็นั่นแหละ มิน่าเล่าพ่อแม่ฉันขอผลัดเรื่องการแต่งงานออกไป ก็ไม่เห็นว่าทางนั้นจะเร่งเร้า"

เด็กสาวตอบ น้ำเสียงยังคงปกติแต่ก็ยิ้มมุมปากด้วยนึกขันในท่าทีของเด็กหนุ่ม เมื่อเห็นว่าเด็กสาวมิได้ลิงโลดใจมากมายเท่าตน เด็กหนุ่มก็เบาอาการลง

"เอ้อ เธอรู้หรือไม่ อาเฉิน ลูกพ่อค้ายา จะย้ายไปอยู่เซี่ยงไฮ้เดือนหน้านี้แล้ว"

เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น

"จริงหรือ"

เด็กสาวกล่าว หากแต่ไม่มีท่าทีฉงน

"อีกคนแล้วสินะ รู้สึกเหมือนสองพี่น้องแซ่หลี่ก็เพิ่งจะย้ายไปกวางโจวเมื่อไม่นานมานี้เอง คนรุ่นเราไปจากเมืองนี้หลายคนทีเดียว และดูเหมือนจะมากขึ้นทุกที"

เด็กหนุ่มแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเมื่อจบประโยคพลางหยุดยืนนิ่ง ทำให้เด็กสาวต้องหยุดตาม

"เป็นเรื่องปกติ หากพวกเขาเชื่อว่าไปแล้วอนาคตจะดีขึ้น"

เด็กสาวพูดขึ้น และออกเดินจูงจักรยานต่อ ทิ้งให้เด็กหนุ่มยังคงยืนอยู่ตรงนั้น

"แต่ฉันรักเมืองนี้ และไม่เห็นว่าเมืองนี้จะเลวร้ายตรงไหน"

เด็กหนุ่มพูด ยังคงยืนนิ่ง เด็กสาวจูงจักรยานไกลออกไป ตอบรับเด็กหนุ่มโดยไม่ได้หันกลับมามอง

"ฉันรู้"

 

สามเดือนให้หลัง จางเหมี่ยนหัวก็จากไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

มันเป็นวันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่ง ธรรมดาเสียจนหวังจื่อตันไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้ ลมพัดเรื่อยเอื่อย มีเสียงนกร้อง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจัดและมีเมฆสีขาวสว่างบางตา ขณะที่เขากำลังช่วยพ่อตรวจสินค้า แม่ก็เดินกลับเข้ามาจากนอกบ้าน แจ้งข่าวที่เพิ่งทราบมาให้พ่อฟัง

"ลูกสาวบ้านจางย้ายออกไปเสียแล้ว"

พ่อของเขาเงยหน้าขึ้นจากข้าวของครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มยังคงก้มหน้าตรวจดูสินค้าต่อไป ด้วยมิได้คิดว่าแม่ของเขาจะหมายถึงจางเหมี่ยนหัว

"จางเหมี่ยนหัวน่ะหรือ"

พ่อถาม คราวนี้เด็กหนุ่มหันขวับ

"นั่นล่ะ เด็กคนนี้หัวดีและฉลาด ฉันไม่แปลกใจหากเธอจะได้เรียนหนังสือสูงๆ..."

เพียงเท่านั้น ไม่ทันที่แม่ของเขาจะจบประโยคดี เด็กหนุ่มก็เดินออกไปนอกบ้าน จับจักรยานปั่นไปทางบ้านของจางเหมี่ยนหัวทันที

 

ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน หวังจื่อตันทั้งตะโกนเรียกทั้งทุบประตูบ้าน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครออกมาเปิดประตู เขารู้สึกเหมือนมีเมฆฝนค่อยๆ ตั้งเค้าทะมึนอยู่ในหัว คุณป้าบ้านตรงข้ามออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะบอกเด็กหนุ่มว่า เธอก็เพิ่งรู้เมื่อเช้านี้ว่าลูกสาวบ้านนี้ได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศเสียแล้ว วันนี้พ่อกับแม่ของเธอพาเธอไปส่งที่กวางโจวซึ่งเป็นเมืองที่ใกล้ที่สุดที่มีสนามบิน

 

เด็กหนุ่มไม่อาจอธิบายความรู้สึกใดๆ ได้ เขามืดแปดด้าน เขาขี่จักรยานไปบ้านเพื่อนผู้หญิงที่สนิทกับจางเหมี่ยนหัวอีกสองสามคน แต่ไม่มีใครรู้เรื่องมากไปกว่านี้เท่าไร นอกจากข้อมูลที่ว่าจางเหมี่ยนหัวจะไปอเมริกา เธอมีญาติอาศัยอยู่ที่นั่น ญาติที่ย้ายไปอยู่อเมริกาเป็นสิบปีแล้ว

 

หวังจื่อตันทิ้งจักรยานลงโครมโดยไม่มีใจจะจอดให้ดี เขาวิ่งตัดทุ่งหญ้าสีเขียวเพียงลำพังไปยังต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำที่เขามักจะมากับจางเหมี่ยนหัวอยู่เสมอ ทันทีที่ทรุดเข่าลงใต้ร่มไม้นั้น น้ำท่วมใหญ่ก็ถาโถมเข้าสู่ใจเด็กหนุ่มราวกับเขื่อนทลายในหน้าฝน

 

เขานึกทบทวนว่าครั้งสุดท้ายที่เขาพบกับจางเหมี่ยนหัวคือเมื่อไร สามวันที่แล้ว ที่นี่ ไม่มีสัญญาณใดๆ นอกจากเธอจะดูเงียบผิดปกติ เขานึกเพียงว่าเธอคงกำลังครุ่นคิดถึงหนังสือสักเล่มที่เพิ่งอ่าน ก็เธอมักจะเป็นเช่นนี้มิใช่หรือไร บางครั้งก็นิ่งเงียบราวกับกำลังกักขังตัวเองอยู่ในกรงแก้วที่เขาไม่มีกุญแจไข เขาจะทำอะไรได้นอกจากเฝ้ารอให้เธอเปิดออกมาเองจากข้างใน เขาคิดว่าเขารู้จักและเข้าใจเธอดี เธอคงกำลังคิดถึงเนื้อหาในหนังสือเล่มที่เธอเพิ่งอ่านเมื่อคืนนี้กระมัง แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเพิ่งตระหนัก เขาแทบไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับเธอเลย

 

เด็กหนุ่มมิอาจปฏิเสธได้ว่าเขารู้สึกเหมือนถูกเด็กสาวทรยศ เขาเกลียดความรู้สึกนี้ เขาเข้าใจเสมอมาว่าเธอมีความสุขในเมืองนี้ไม่ต่างกับเขา การที่เธอจากไปโดยไม่บอกกล่าว ไม่ต่างอะไรกับการที่เธอกำลังบอกเขาว่า เมืองนี้ไม่ดีพอสำหรับเธออีกต่อไป ซึ่งทำให้เขารู้สึกช่างโง่เขลา นานเท่าไรแล้วที่เธอได้ตัดสินใจและวางแผนการเดินทาง เธอทรยศเขา เธอทรยศเมืองนี้ เธอผิดซึ่งคำสัญญา เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เขาไม่สู้จะแน่ใจ หรือที่จริง เธอไม่เคยให้คำมั่นสัญญาใดๆ

 

จางเหมี่ยนหัวจากไปโดยไม่บอกกับเขาได้อย่างไร สำหรับเธอแล้ว เขาเป็นอะไร เขารู้สึกเหมือนมีหลุมสีดำว่างเปล่าขนาดใหญ่อยู่ในตัวเขา เขารู้สึกว่าส่วนหนึ่งในตัวเขาได้หายไปแล้ว

 

อเมริกาหรือ ไกลถึงเพียงนั้น เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะไป ภาษาก็ไม่อาจสื่อสารให้เข้าใจได้ เธอไปศึกษาต่อหรืออย่างไร แล้วหากเธอเกิดพอใจบ้านเมืองที่นั่นจนไม่กลับมาอีกเลยเล่า เมื่อคิดไปถึงว่าชั่วชีวิตที่เหลือนี้เขาอาจจะไม่ได้พบกับเธออีกเลย เขาก็อึดอัดในอกจนแทบระเบิด แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นครั้งแรก และครั้งเดียว

 

ไม่ใช่ว่าเขากลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แต่มันเจ็บปวดเกินกว่าจะกลั่นออกมาเป็นน้ำตา นั่นเป็นเหตุผลที่เขาร้องไห้เพียงครั้งเดียว แต่หลุมสีดำนั้นเล่า จะยังวางตัวอย่างหนักอึ้งอยู่ในตัวเขาไปอีกนาน

 

---------------------------------------

โปรดติดตามต่อตอนที่ 3 (ตอนจบ)

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet




Hot!

รอติดตามต่อไป...

#1 By Seam - C on 2009-02-26 09:39

ใจดำๆๆๆๆ เศร้าเลยคับพี่ เฮ้อ ชีวิต!!!
- นั่นเป็นเหตุผลที่เขาร้องไห้เพียงครั้งเดียว แต่หลุมสีดำนั้นเล่า จะยังวางตัวอย่างหนักอึ้งอยู่ในตัวเขาไปอีกนาน

T_T เฮ็อ(อีกที)
Hot! Hot! Hot!

#2 By omega on 2009-02-26 11:00

ตอนจบจะทำร้่ายจิตใจไหมอ่ะ

#3 By grappa (58.9.185.29) on 2009-02-27 08:40

อันนี้ขออนุญาตคุณเอกเช้านะคะ
แบบว่าอ่านแล้ว
"มันอิน"
- - - - - - - - - - - - - - - -

"แต่ฉันรักเมืองนี้ และไม่เห็นว่าเมืองนี้จะเลวร้ายตรงไหน"
เด็กหนุ่มพูด ยังคงยืนนิ่ง เด็กสาวจูงจักรยานไกลออกไป ตอบรับเด็กหนุ่มโดยไม่ได้หันกลับมามอง
"ฉันรู้"


ฉันตอบออกไปอย่างนั้นเพียงเบาๆ
ที่จริงแล้ว ฉันอยากอธิบายให้มากกว่านั้น
...อยากบอกให้ชัดเจนกว่านี้
แต่คำว่า “ฉันรักเมืองนี้” ของหวังจื่อตัน
มันคือทุกคำตอบสำหรับเขาแล้ว

ในเมื่อเราตอบคำถามคนละโจทย์
คำอธิบายของฉันคงป่วยการ

ฉันหวังเพียงว่า
เมื่อเวลามาถึง และเหตุการณ์ล่วงเลยไป
เขายังจะจำฉันได้บ้าง...เพียงเลือนรางก็ยังดี


- - - - - - - - - -
ตอนแรกก็คิดว่าน้องเขาใจร้ายเนอะ
แต่พออ่านซ้ำ
ก็รู้ว่า การเป็นคนใจร้ายก็คงลำบากอยู่มิใช่น้อย

ยิ่งเด็กสาวๆแก้มแดงๆ
ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน อ่อนไหวง่ายด้วยแล้วเนี่ย
การนำเหตุผลมาก่อนอารมณ์เนี่ย
ขืนใจน่าดูเลย

#4 By อุบล (58.9.178.150) on 2009-02-27 12:29

ยังไม่ได้อ้านจั๊กกะตอน

ขอเวลาสองวัน เดี๋ยวมาอ่าน big smile

#5 By zoxmok on 2009-02-27 21:22

เอก
น่าสนใจมากเลย กลิ่นกระทะซอง
เอกน่าจะเขียนถึงเรื่องพวกนี้ในบล็อกนะ
เป็นความรู้เฉพาะที่คนไม่ได้เรียน food science มาไม่สามารถล่วงรู้ได้

เขียนเหอะๆ พี่อยากรู้เรื่องเกล็ดๆ อะไรแบบนี้ big smile

#6 By grappa (58.9.184.115) on 2009-02-28 08:01

จบสามตอนแล้วนิ่มค่อยเม้นนะพี่เอก
:]

#7 By skiixy* on 2009-03-01 00:01

เคยเข้ามาทีนึงแล้ว แต่ทำไมทิ้งเม้มไม่ได้ เดี๋ยวขอลองอีกที

#8 By แฟนผมฯ (222.123.240.2) on 2009-03-01 08:05

อ้าว วันนี้ได้ซะงั้น เม้มซะเลย 5555555

ผมชอบคำบรรยายเปรียบเปรยของคุณเอกนะครับ อย่าง "น้ำท่วมใหญ่ก็ถาโถมเข้าสู่ใจเด็กหนุ่มราวกับเขื่อนทลายในหน้าฝน" หรือ "จางเหมี่ยนหัวเป็นเหมือนพลุดอกไม้ไฟที่รอวันจุดตัวสว่างไสวใหญ่โต" ฯลฯ มันสละสลวยและเห็นภาพดี

จะรออ่านตอนจบนะครับ



#9 By แฟนผมฯ (222.123.240.2) on 2009-03-01 08:11

บรรยากาศบอกไม่ถูกเหมือนกันว่านึกถึงหนังเรื่องไหนคับ

ความน่าสนใจคือมันเรียบดี
อ๊าาาาาาาาา

#11 By oHMu Cze#46 on 2009-08-11 19:45