White Paper : วันวานกับโอกาสครั้งที่สอง
posted on 12 Jul 2009 15:17 by eakearly in Films
----------------- ปราศจากสปอยล์ครับ -------------------------
ซีรี่ส์แนวหนึ่งที่ญี่ปุ่นทำออกมาได้ดีเสมอมาก็คือแนวความรักและมิตรภาพระหว่างกลุ่มเพื่อน เป็นที่น่าเสียดายที่หลายปีให้หลังมานี้แทบไม่มีซีรี่ส์แนวนี้ผลิตออกมาให้ได้ชมกันอีก ผมเพิ่งมีโอกาสได้ชมซีรี่ส์ญี่ปุ่นปี 1993 เรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า White Paper (Asunaro Hakusho หรือในชื่อไทยเมื่อครั้งฉายทางช่อง 3 "พรุ่งนี้ก็สายเกินไป") ซึ่งช่วยอย่างมากให้ผมได้คลายความคิดถึงซีรี่ส์แนวนี้ (เข้าใจว่าสมัยนั้นผมคงยังเตร็ดเตร่กับเพื่อนหลังเลิกเรียน จึงทำให้พลาดซีรี่ส์เรื่องนี้ไป)
ซีรี่ส์เรื่องนี้เล่าถึงเรื่องของกลุ่มเพื่อนห้าคนแห่งชมรมอะสึนาโร่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
นารูมิ (ฮิคาริ อิชิดะ) เด็กสาวใสซื่อราวกับหลุดออกมาจากการ์ตูนตาหวานที่เก็บความรู้สึกไม่เป็น เธอค่อยๆ รักคาเคอิพร้อมๆ กับได้เรียนรู้ว่าความรักไม่ใช่มีแต่ด้านที่หอมหวานอย่างในอุดมคติ (แรกๆ ผมรำคาญเธอมาก เพราะตัวละครแบบนี้มันจะมีอยู่จริงบนโลกได้อย่างไร แต่เมื่อได้เห็นพัฒนาการของตัวละครตัวนี้ก็ค่อยๆ โล่งใจ ความทุกข์ค่อยๆ ทำให้เธอดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น)
"มันสายเกินไปแล้วล่ะ... นารูมิเป็นความทรงจำที่ดีของผมนะ"
คาเคอิ (มิชิทากะ ซึซึอิ) เด็กหนุ่มสู้ชีวิตที่เหมือนด้านตรงข้ามกับนารูมิทุกอย่าง เก็บความรู้สึกราวกับมีโลกของตัวเองที่ไม่มีใครเข้าถึง และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับนารูมิเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"พูดให้ฟังเผื่อเธออยากรู้นะ ฉันก็เป็นห่วงเธอเหมือนกัน... เปลี่ยนเป็นฉันได้ไหม"
โทริเดะ (ทาคุยะ คิมูระ ในบทพระรองผู้น่าสงสาร) เด็กหนุ่มที่รักนารูมิข้างเดียว ความสัมพันธ์ของเขากับนารูมิจบลงในช่วงเวลาแสนสั้นเพราะนารูมิรักแค่คาเคอิเท่านั้น เขาจึงเป็นได้แค่เพื่อนที่แสนดีที่คอยอยู่ข้างนารูมิทุกครั้งที่เธอเสียใจ
เซกะ (อันจู ซูซูกิ) สาวสวยอาภัพรักที่เป็นอีกคนที่แอบรักคาเคอิแต่ต้องเก็บไว้ในใจ ครั้นเธอได้เริ่มรักมัตสึโอกะบ้าง ก็ต้องกลายเป็นความรักที่ไม่มีวันจะได้ตอบจากอีกฝ่าย
"ฉันไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก นายเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดที่ฉันคุยได้ทุกเรื่อง ฉันอยากให้เราเป็นเพื่อนกันตลอดไป"
มัตสึโอกะ (ฮิเดโตชิ นิชิจิมา) เด็กหนุ่มฐานะดีที่คาเคอิถือเป็นเพื่อนสนิทที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ภายใต้แววตาเศร้าสร้อยที่เขาเฝ้ามองคาเคอิแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดของรักที่ไม่มีวันสมหวังอยู่ตลอดเวลา

ซีรี่ส์เรื่องนี้แบ่งออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน ตอนที่ 1-8 เป็นช่วงชีวิตของเพื่อนกลุ่มนี้ในมหาวิทยาลัย ความรักความสัมพันธ์ของตัวละครกระทบกระเทือนมิตรภาพครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงจุดหนึ่ง (ตอนที่ 6 และ 7 ซึ่งถือได้ว่าพีคที่สุด) ที่แม้มิตรภาพยังคงอยู่แต่มันก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป จึงทำให้เพื่อนแต่ละคนต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางตามเหตุผลและข้อจำกัดต่างๆ อันแสนเศร้า เหลือเพียงนารูมิเพียงคนเดียวที่ยังคงเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ต่อไปจนจบ
ผมกลับชอบซีรี่ส์เรื่องนี้ในช่วงที่สอง คือตั้งแต่ช่วงท้ายของตอนที่ 8 เป็นต้นไปมากกว่า มันเล่าเรื่องอีก 4 ปีต่อมาที่กลุ่มเพื่อนในวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงานในโลกของผู้ใหญ่กลับมาพบกันอีกครั้ง ตัวละครใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตมากกว่าความรู้สึกอย่างแต่ก่อนเนื่องจากต่างก็เผชิญอะไรมามากและโตขึ้น และด้วยการที่คนดูผูกพันกับตัวละครทุกตัวและรับรู้เรื่องราวของพวกเขามาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น จึงอดน้ำตารื้นไม่ได้ทุกครั้งเมื่อพบว่าหลายสิ่งหลายอย่างนั้นยากจะกลับไปสวยงามเหมือนเก่าแม้ว่าเราคนดู (และตัวละครในเรื่อง) อยากจะให้มันกลับไปเป็นแบบนั้นมากเพียงไรก็ตาม สิ่งที่พอจะทดแทนอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ก็เห็นจะเป็นเพียงโอกาสครั้งที่สองเท่านั้น
ด้วยความที่ละครมันเก่า (ตั้ง 16 ปีมาแล้ว) จึงมีอะไรเชยๆ หลายอย่างที่ทำเอาผมอดยิ้มขำไม่ได้เมื่อเริ่มดูตอนที่หนึ่ง (แต่สักพักก็ชิน) เป็นต้นว่า แว่นตาอันโตของทาคุยะ การใส่เสื้อสูทตัวโคร่งๆ ไปเรียนหนังสือของหนุ่มสาว มุกโบราณประเภทตัวอิจฉาแกล้งวิ่งมาชนนางเอกจนกล่องข้าวที่เธออุตส่าห์ทำมาให้พระเอกตกกระจายกลางสายฝน หรือการที่แทบไม่ปรากฏโทรศัพท์มือถือในเรื่องเลย ตัวละครต้องอาศัยโทรหากันผ่านโทรศัพท์บ้านตลอด แต่ข้อจำกัดนี้กลับกลายเป็นมุกจี๊ดใจที่สมัยนี้คงใช้ไม่ได้ "จะวางสายแล้วเหรอ ไหนๆ ก็โทรมาแล้ว คุยกันให้ครบสามนาทีก่อนสิ" เพราะสามนาทีแรกเสียค่าบริการเท่ากัน แล้วพระเอกนางเอกก็ได้แต่กระอักกระอ่วนไม่รู้จะคุยอะไรกัน
คุณจะชอบเรื่องนี้ถ้าคุณชอบ: ซี่รี่ส์โรแมนติคดราม่าแนวความรักและมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Searching for My Polestar (ร้อยฝันพันดาวชาวธนู), อารมณ์เศร้าของการเลิกราทั้งที่ยังรักและต้องกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากหลายปีผ่านไปคล้ายๆ ช่วงท้ายๆ ของหนังอย่าง The Way We Were
เพลงประกอบกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงคลาสสิคร่วมสมัยไปแล้ว True Love โดย ฟูมิยะ ฟูจิอิ
(พัฒนาการด้านละครช่างห่างไกลกันลิบโลก)
มุกสามนาที
#1 By อุบล (125.24.156.152) on 2009-07-12 19:21