แอนนี่เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเล็กๆ ของเมืองกูลเนส เมืองน่าเบื่อเล็กๆ ริมทะเลในประเทศอังกฤษ เมืองที่ซึ่งยามกลางวันของที่นั่นไม่ต่างอะไรกับโสเภณียามไม่ได้แต่งหน้า เธอใช้ชีวิตสิบห้าปีที่ผ่านมาอยู่กินโดยไม่ได้แต่งงานและไม่มีลูกกับดันแคน ชายอีโก้จัดและไม่รู้จักโตผู้สถาปนาตนเป็นแฟนคลับเบอร์หนึ่งของทักเกอร์ โครว์ ร็อกเกอร์ในตำนานชาวอเมริกัน หลังจากที่ทักเกอร์หายสาบสูญไปจากวงการ ทิ้งไว้แต่เพียงผลงานเพลงอันเป็นตำนานและปริศนาอันลึกลับของอาการติสต์แตกทิ้งวงการไปอย่างกะทันหันหลังจากออกจากห้องน้ำแห่งหนึ่งในเมืองมินนิอาโพลิส (ซึ่งต่อมาดันแคนและแอนนี่ก็มาทัวร์อเมริกาและเข้าไปเยือนห้องน้ำห้องดังกล่าวด้วย) จู่ๆ สตูดิโอก็ปล่อยอัลบั้มของทักเกอร์ที่ไม่เคยวางขายมาก่อน มันคืออัลบั้มที่ตั้งชื่อเสียเก๋ไก๋ว่า Juliet, Naked ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นเดโม่ก่อนการโปรดิวซ์ของอัลบั้ม Juliet ซึ่งเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมในตำนานของทักเกอร์นั่นเอง ขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังใกล้ถึงจุดแตกหัก แอนนี่-เป็นครั้งแรก-เขียนบทวิจารณ์อัลบั้ม Juliet, Naked แล้วโพสต์ลงเว็บไซต์แฟนคลับทักเกอร์ โครว์ซึ่งดันแคนเป็นเว็บมาสเตอร์อยู่ แน่นอน ดันแคนสับการวิจารณ์ของแอนนี่เสียเละเทะ (ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องทักเกอร์ โครว์กว่าใครในโลก ส่วนเธอน่ะเป็นใคร!) แต่ไม่นานหลังจากนั้น ทักเกอร์ โครว์ตัวจริงเสียจริงก็ส่งอีเมลมาหาเธอหลังจากอ่านบทวิจารณ์นั่น

 

นิค ฮอร์นบี้ (ผู้แต่ง High Fidelity, About A Boy, Fever Pitch และบทภาพยนตร์ An Education ฯลฯ) กลับมาอีกครั้งกับนวนิยายเล่มล่าสุด Juliet, Naked คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับของถนัดอีกอย่างของเขา นั่นก็คือเรื่องราวในวงการดนตรี เขาสร้างตัวละครทักเกอร์ โครว์ ขึ้นให้เป็นร็อคสตาร์ในตำนานผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค 70-80 ก่อนจะหายเข้ากลีบเมฆไป (ฮอร์นบี้ถึงกับเขียนวิกิพีเดียของทักเกอร์ โครว์และอัลบั้ม Juliet ไว้ในหนังสือด้วย) ก่อนจะเปิดเปลือยชีวิตร็อคเกอร์เสียหมดเปลือกว่าทักเกอร์ได้เคยไข่ทิ้งไว้กับสาวๆ มากมาย และไม่เคยเลยที่จะภาคภูมิใจและเห็นความหมายของผลงานตนอย่างที่แฟนๆ ทั่วโลกสรรเสริญ

 

ฮอร์นบี้เคยพิสูจน์คำเสียดเย้ยของผู้คนที่ว่าเขาเก่งฉกาจนักกับการเขียนนิยายจากมุมมองของผู้ชาย (ขี้แพ้) แต่ขาดไร้ซึ่งการขับเน้นคุณค่าของตัวละครเพศหญิง ด้วยการเขียนนวนิยายที่มีเพศหญิงเป็นตัวเล่าเรื่องทั้งเล่มมาแล้วในเรื่อง How To Be Good มาครั้งนี้กับ Juliet, Naked แม้จะเล่าเรื่องด้วยสรรพนามบุรุษที่สาม แต่ตัวละครหญิงอย่างแอนนี่ก็กลายเป็นตัวละครหลักที่ฮอร์นบี้เขียนขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจ ถึงขนาดบางช่วงบางตอนทำเอานึกว่ากำลังอ่านนวนิยายชิคลิทของเจน กรีนอยู่ก็ไม่ปาน แอนนี่เป็นตัวละครหญิงสาววัยกลางคนที่เพิ่งค้นพบว่าตนพลาดอะไรไปบ้างกับการใช้ชีวิตกว่าสิบปีที่ผ่านมากับผู้ชายไม่เอาไหนอย่างดันแคน และเมื่อวันที่เธอกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอก็ได้รู้จัก (จริงๆ) กับทักเกอร์ โครว์ ร็อคสตาร์ชาวอเมริกันในตำนาน, มัลคอล์ม จิตแพทย์หนุ่มที่รู้ชีวิตทุกซอกมุมของเธอ และบาร์นซี่ หนุ่มนักเต้นผู้หลงใหลในดนตรีเฉพาะทาง ซึ่งเผินๆ เหมือนเธอจะโชคดี แต่แน่ล่ะว่าชีวิตมันก็ไม่เคยง่าย

 

หากพิจารณาว่าผลงานที่ผ่านๆ มาของฮอร์นบี้จะมีตัวละครผู้ชายขี้แพ้ผู้หลงใหลในดนตรีหรือกีฬาและไม่รู้จะจัดการกับชีวิตจริงของตนอย่างไรให้เข้าที่เข้าทางอยู่เสมอแล้วล่ะก็ ใน Juliet, Naked ตัวละครตัวนั้นก็คือดันแคน เขาหลงใหลทุกสิ่งอันของทักเกอร์ โครว์ และทุ่มทั้งชีวิตเพื่อสืบค้นติดตามตลอดจนตีความเพลงของทักเกอร์ ในแง่การงาน เขาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่อาชีพหลักของเขาดูเหมือนจะเป็นเพียงงานอดิเรกมากกว่างานอดิเรกจริงๆ อย่างการเป็นสาวกของทักเกอร์ โครว์เสียอีก บางที ดันแคนอาจจะไม่แหลกเหลวนักเมื่อเราเปรียบเทียบกับตัวละครเอกใน High Fidelity หรือ About A Boy แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เขาไม่เคยให้ค่า-หรืออาจจะไม่รู้ว่าต้องจัดการอย่างไร-กับเรื่องความรักความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแอนนี่ น่าเสียดายอยู่เล็กน้อยที่ฮอร์นบี้เลือกจะทำให้เรื่องมัน ง่าย ขึ้นด้วยการกำหนดให้ความสัมพันธ์นี้มีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง มากไปกว่านั้น ฮอร์นบี้เลือกที่จะซีเรียสขึ้นไปอีกด้วยการเทน้ำหนักของเรื่องไปที่ประเด็นความรับผิดชอบและการเป็นพ่อของตัวละครร็อคสตาร์อย่างทักเกอร์ โครว์ด้วย เขาเคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมากมายในยุคที่เขากำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุดในอาชีพ และผู้หญิงบางคนในจำนวนนั้นก็ได้กลายมาเป็นแม่ของลูกที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะมี ซึ่งก็บอกได้เลยว่า วิธีการที่ทักเกอร์เลือกรับมือ (หรือที่ฮอร์นบี้เขียนขึ้นให้ตัวละครอย่างทักเกอร์เลือกจะรับมือ) ตลอดจนวิธีการที่ผู้หญิงเหล่านั้นและลูกๆ ของเขาเลือกรับมือ ไม่ใช่ว่าจะหอมหวานชวนซึ้งเหมือนหนังในช่องฮอลล์มาร์คแน่ๆ

 

เช่นเคย ฮอร์นบี้ยังคงเอกอุในฐานะนักเขียนร่วมสมัยที่เขียนนวนิยายได้ฉลาดและแสบสันต์ และเมื่อถึงคราวต้องขมวดปมให้อุ่นหัวใจ เขาก็ทำได้อย่างไม่มากไม่น้อยเกิน เช่นตอนที่ดันแคนได้พบกับศิลปินในดวงใจเมื่อทักเกอร์มาหาแอนนี่ที่อังกฤษนั้น สนุกและแสบสันต์มากๆ ก่อนจะค่อยๆ เผ็ดร้อน และพอเรานึกว่ามันกำลังจะชิบหาย ฮอร์นบี้ก็พลิกกลับไปเป็นอารมณ์อบอุ่นใจ แบบที่ไม่มีการเร้าอารมณ์ดราม่าฟูมฟายแต่อย่างใด

 

ยังคงเป็นนวนิยายของฮอร์นบี้ในแบบที่แฟนๆ รัก ทว่าในลักษณะที่ซีเรียสขึ้นเรื่อยๆ (ผลงานสองเรื่องก่อนหน้าของเขา ใน Slam เขาพูดเรื่องเด็กม.ปลายที่ต้องกลายเป็นพ่อ และใน A Long Way Down เขาพูดเรื่องกลุ่มคนที่ต้องการจะฆ่าตัวตาย) น่าสนใจว่าผลงานลำดับต่อไป เขาจะเลือกเล่นกับเรื่องอะไร

 

นิค ฮอร์นบี้

-------------------------------------

อ่าน Not A Star : เมื่อแม่รู้ว่าผมเป็นดาราหนังโป๊ ที่นี่

อ่าน Slam by Nick Hornby ที่นี่

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบ About a boy มาก ทั้งหนังสือและหนัง
หวังว่าจะมีแบบแปลไทยนะเรื่องนี้ big smile

#10 By R O C K on 2010-06-01 20:05

จำได้ว่าอยากอ่านงานของนิค ฮอร์นบี้ตั้งแต่อ่านรีวิวเรื่อง น็อต อะ สตาร์ จากบล็อกนี้แล้ว

เวลาผ่านไปเกือบปี (หรือยัง) ก็ยังไม่เคยได้อ่านสักที ฮ่วย

แต่เคยดูหนังเรื่อง ไฮ ฟิเดลลิตี้ นะ ชอบด้วย่ล่ะ

#9 By ป๋วย (222.131.58.99) on 2010-05-25 12:13

^
^
สำนวนพี่ฮอร์นบี้เขานะครับนั่น ไม่ใช่สำนวนของผม เป็นไง พี่แกแสบไหมล่ะ 555

#8 By eak early : เอกเช้า on 2010-05-24 23:49

รีวิวซะน่าอ่าน แต่คงต้องรอให้มีแปลไทยก่อน ภาษาอังกฤษยังต่ำชั้นอยู่

แต่ชอบหนัง About A Boy มากกกกกกกก

เออ พี่ชอบสำนวนเปรียบเมืองกับหน้าโสเภณีจัง ต้องจดๆ

#7 By แฟนผมฯ (112.142.209.108) on 2010-05-24 23:31

โอ๊ะ เม้นต์ไปแล้วเพิ่งเห็นพี่มาตอบ

เดี๋ยวไปหาดูครับ ขอบคุณครับพี่

#6 By Seam - C on 2010-05-24 15:15

เหมือนโอมเลยครับ เคยดูแต่หนัง ไม่เคยอ่านงานของเขาเลย

หนังสือของเขามีแบบแปลไทยบ้างไหมครับ?

#5 By Seam - C on 2010-05-24 15:14

ตอบ นกไซเบอร์
เล่มนี้หาไม่ยากครับ มีวางขายตามคิโนะฯ และเอเชียบุ๊คแล้วครับ

ตอบ BdMd
ว้าว มีคนอ่าน A Long Way Down ด้วย ผมชอบตัวละครลูกสาวรัฐมนตรีเป็นพิเศษเลยครับเรื่องนั้น 555 และใช่ หลังๆ ฮอร์นบี้แกแตะเรื่องที่ซีเรียสขึ้นทุกทีๆ

ตอบ omega
ที่พี่จำได้ มี High Fidelity กับ How To Be Good นะที่มีแปลไทย ของค่าย Bliss น่ะ

#4 By eak early : เอกเช้า on 2010-05-24 12:34

เคยดูแต่หนัง หนังสือนี่เขาแปลไทยมั่งอ๊ะป่าวคับ ไม่เคยเห็นเลย

#3 By omega on 2010-05-23 21:18

หนังสือของ นิค ฮอร์นบี้ เป็นหนังสือที่ผมอ่านจนจบเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ High Fidelity (ที่อ่านก็เพราะหนัง) มาถึง About A Boy (ที่อ่านก็เพราะหนังอีกนั้นแหละ) จนถึง Long Way Down (ที่อยากให้สร้างหนังสักที)

อ่านรีวิวของคุณเอกแล้วอยากอ่านแฮ่ะ และเห็นด้วยว่าระยะหลังมานี้คุณนิคเริ่มจะเขียน ถึงเนื้อหาที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเสน่ห์การเสียดสีแสบสันก็ยังอยู่ครบถ้วน

ไว้จะไปหาซื้อมาสะสม เอ้ย อ่านครับ ;)

#2 By BdMd (124.122.132.233) on 2010-05-23 16:51

น่าสนใจดีครับ ว่าแต่หนังสือเล่มนี้จะหายากไหม

เคยอ่าน About A Boy ชอบ

#1 By นกไซเบอร์ on 2010-05-23 16:44