World Film Festival of BKK 2010 - Wrap-Up

posted on 15 Nov 2010 23:15 by eakearly in Films

เทศกาล WFFBKK 2010 ปีนี้ เท่าที่ได้ดูตามแต่ภาระหน้าที่ เวลา และสังขารจะเอื้ออำนวย โดยรวม ไม่เจอเรื่องไหนผิดหวังเหลือรับ เสียดายตังค์ หรือเสียดายเวลาเลย มีความสุขมาก Cool ขณะเดียวกันก็พลาดอะไรดีๆ ไปหลายเรื่อง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาโลกล่ะนะ Tongue out

 
IN THE WOODS (2010-Greece, Angelos Frantzis) 5/5

อีกหนึ่งพีคที่สุดของเทศกาล!! สองหนุ่มหนึ่งสาวเข้าไปเดินป่ากัน ตอนกลางวันป่าเขียวสวยหนุ่มสาวหน้าตาดีเหมือนภาพฝัน แล้วมันก็กลายเป็นรักสามเส้า เปล่าเลย นี่ไม่ใช่หนังรักหวานเศร้า แต่มันชิบหายแบบแทบไม่ต้องรู้เรื่องรู้ราวอะไรกันอีกต่อไป หนังเล่าเรื่องไม่เรียงตามลำดับเวลา ออกจะยากลำบากเสียด้วยซ้ำหากพยายามจะเรียบเรียงว่าฉากใดเกิดก่อนหลัง แต่แม้การพยายามเรียงลำดับเหตุการณ์จะไม่สัมฤทธิ์ผลแต่อรรถรสจากการดูหนังเรื่องนี้ก็ยังครบถ้วน หรืออีกที การพยายามจะเรียงลำดับหาใช่ประเด็นไม่ วิธีจับภาพแบบซูมเข้าไปจนแทบจะแนบผิวเนื้อของนักแสดงทำให้นึกไปถึง UN LAC ของ Philippe Grandrieux ในเทศกาลเมื่อปีที่แล้ว เราพบว่าวิธีการแบบนี้มันให้อารมณ์รุนแรงคุกคามน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าถ่ายให้เห็นใบหน้าที่บอกอารมณ์อย่างชัดเจนของนักแสดงตามขนบปกติเสียอีก ในบางฉากที่ตัวละครนัวเนียกัน มันทำให้เราสงสัยว่าที่จริงแล้วขณะถ่ายทำตากล้องก็ลงไปนัวเนียกับพวกเขาด้วยหรือไม่ กลิ่นอายเข้มข้นรุนแรงของอารมณ์ใคร่และริษยาของตัวละครตลอดจนภาพที่เปิดเผยหมดจดไม่บันยะบันยังในหนังที่บทพูดน้อยมากอย่างนี้ชวนให้นึกไปถึงหนังของคิมคีดุ๊ก ขณะเดียวกันสไตล์ของเรื่องเล่าก็ชวนให้นึกถึงหนังของคริสโตเฟอร์ โอโนเร่ (ป.ล. รู้สึกว่านางเอกหน้าเหมือนโซฟี มาร์โซ)

 

 

ETERNITY ที่รัก (2010-Thailand, Sivaroj Kongsakul) 5/5

โดนมาก ซึ้งมาก อินมาก อินไปหมดจนร้องไห้ เป็นเรื่องรักที่เรียบง่ายหมดจดงดงาม นักแสดงก็เล่นดีใจหายทั้งที่ล้วนเป็นหน้าใหม่ ชอบวิธีการแสดงออกซึ่งความรักจากกระทำในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสองตัวละครหลัก เป็นวิธีบอกรักกันแบบคนรุ่นก่อนที่น่ารักเป็นบ้า! ช่วงองก์ที่สามของเรื่องนั้นทั้งเศร้าทั้งซึ้ง ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรบีบคั้นรันทดแบบเกาหลีแม้แต่น้อย แต่กลับให้อารมณ์ที่มากมายกว่ากันเยอะ เป็นหนังที่เมื่อผ่านไปจะยิ่งชอบขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน และหากเข้าฉายทั่วไปอีกเมื่อใด ก็ว่าจะไปซ้ำอีกสักรอบ

 

 

BREAKFAST, LUNCH, DINNER (2010)

BREAKFAST (2010-China, Wang Jing) 5/5

เป็นตอนที่ชอบที่สุดในสามตอนของหนังเรื่องนี้ เรื่องราวสั้นกระชับที่แสนเจ็บปวดของคู่รักที่รักกันแต่ไปกันไม่ได้ และถึงที่สุด มันก็ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น ชอบวิธีการสื่อประเด็นสำคัญของเรื่องด้วยการใช้สัญลักษณ์ที่ดูไม่ฝืนหรือจงใจจนเกินไป โดยเฉพาะเรื่องนกที่ต้องย้ายถิ่นฐานและฉากยาวๆ ในสวนนกที่ถูกใส่เข้ามาอย่างลงตัวมากๆ การลากยาวในฉากสวนนกโดยมีเสียงร้องดังจนเกือบจะหนวกหูของบรรดานกและเสียงขยับปีกบินอื้ออึงเป็นตัวเร่งความตึงเครียดของเรื่องและสื่อถึงสภาวะในใจของนางเอกในขณะนั้นได้ดีมากแม้แทบไม่มีบทสนทนาใดๆ จนทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์สุดท้ายต่อมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่แปลกใจ และนักแสดงนำทั้งคู่ก็เล่นได้ดีมากๆ

LUNCH (2010-Thailand, Anocha Suwichakornpong) 4.5/5

น่ารักสดใสแบบมีของ บทสนทนาเรียบง่ายแต่ชวนคิด เพลิดเพลิน รื่นรมย์ และชวนจี๊ดใจ รู้สึกจริงกว่าหนังวัยรุ่นหลายๆ เรื่องเสียอีก เพราะหากจะว่ากันในเรื่องทำนองเพื่อนร่วมห้องต้องแอบรักอะไรเทือกนั้นอย่างเดียว ส่วนใหญ่ในชีวิตจริงมันจะออกมาประมาณหนังเรื่องนี้มากกว่าจะดราม่าน้ำตาแตกอย่างหนังเรื่องอื่นๆ

DINNER (2010-Singapore, Kaz Cai) 3/5

จริงๆ ลำพังตัวเรื่องนั้นดีมาก แต่กลับดู “เยอะ” ไปซะทุกสิ่งอัน เล่าเยอะ เล่นเยอะ แสงเยอะ สีเยอะ สวยจนเยอะ ฯลฯ

 

 

RED DRAGONFLIES (2010-Singapore, Liao Jiekai) 4.5/5

เป็นหนังอีกเรื่องที่เมื่อดูจบใหม่ๆ ออกจากโรงไม่ชอบมากเท่าเมื่อเวลาผ่านไป ถูกใจทุกองค์ประกอบหลักและปลีกย่อยของหนัง  มีความสุขกับภาพชีวิตของตัวละครหลักและย่อยในกาลปัจจุบันของหนัง และมีความสุขยิ่งกว่ากับการเดินตามรางรถไฟในป่าเขียวชื้นฝนของเด็กทั้งสามคน การดูหนังสิงคโปร์ที่มีฉากหลังเป็นป่าเขียวแทนที่จะเป็นตึกสูงอย่างที่ชินตาให้รสชาติสุขสงบอย่างประหลาด เรายิ้มไปตลอดเวลากับบทสนทนาของเด็กทั้งสามทั้งที่มันสุดแสนจะธรรมดาสามัญ งานภาพของหลูหวันปิงสวยจับใจและยังคงลายเซ็นของเขาอย่างชัดเจน กลิ่นอายหวนไห้อดีตมีมาแต่พองามไม่ฟูมฟาย ตัวหนังเป็นเหมือนการย้อนรำล