แหวนของวันนี้
posted on 11 Nov 2009 23:29 by eakearly in etcวันนี้ ขณะที่ผมเพิ่งเสร็จจากการทำความสะอาดห้างสรรพสินค้าที่ผมทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่ และกำลังอยู่ระหว่างเดินตรงไปห้องพักพนักงานเพื่อเปลี่ยนชุดพร้อมเลิกงาน ชายหนุ่มหญิงสาวชาวออสเตรเลียนวัยสามสิบต้นๆ คู่หนึ่งก็เดินตรงมายังผม ฝ่ายหญิงหน้างอ แต่ฝ่ายชายหน้าตาร้อนใจ
“เอ่อ พอดีเรามีเรื่องรบกวน”
ฝ่ายชายเอ่ยปาก ผมสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อพราวผุดบนใบหน้ายุ่งยากใจของเขา
“คือเราค่อนข้างมั่นใจว่าแหวนของเรา เอ่อ ที่จริงผมหมายถึงแหวนของผม ต้องตกอยู่ในถังขยะที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำชั้นสองแน่ๆ”
ผมมั่นใจ ว่าสีหน้าของผมกำลังเริ่มแสดงความยุ่งยากใจขึ้นมาบ้าง
“แล้วอย่างไรครับ”
ผมถามกลับไป ไม่ได้ใช้ประโยค ‘จะให้ผมช่วยอะไรได้บ้าง’ อย่างที่ควรจะใช้ ด้วยเริ่มคาดเดาได้ว่าชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้กำลังจะเรียกร้องอะไร และแน่นอน ผมไม่ได้ยินดีนักที่จะช่วย
“เราคิดว่าคุณคงพอจะช่วยเราได้ มันสำคัญกับเรามาก ผู้จัดการของคุณคงอธิบายได้ เขาชี้มาทางคุณตอนผมไปขอความช่วยเหลือจากเขา”
ชายหนุ่มคนนั้นยังคงละล่ำละลักบอก ผมไม่สนอีกแล้วว่าเขาเป็นลูกค้า ผมกำลังต้องรีบทำเวลาเพื่อไปเข้างานกะต่อไป ผมแสดงความเหนื่อยหน่ายออกไปเต็มที่พลางถอนหายใจแรงๆ ขณะนั้นเอง ผู้จัดการก็เดินเข้ามา
“เฮ้ อองตวน นายช่วยจัดการหาแหวนแต่งงานของคุณท่านนี้ให้ที น่าจะอยู่ในขยะที่นายเพิ่งเก็บไป”
เขาเดินเข้ามาโอบบ่าผม ผินหลังให้ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสอง พลางก้มลงกระซิบใกล้หู ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นชื้น น่าจะเป็นไอเหงื่อที่จับอยู่บนไรหนวดของเขา
“เอาน่า อองตวน ผมรู้ ช่วยหน่อยนะ ลูกค้านี่นา พนันได้เลย ยัยผู้หญิงมีสิทธิขอหย่าแน่”
เขาตบบ่าผมสองทีหลังจบประโยค ก่อนหันกลับไปหาชายหนุ่มหญิงสาวผู้เป็นพระเจ้า อ้อ ไม่ใช่สิ ลูกค้า
“อองตวนจะช่วยคุณเอง สบายใจได้ ผมต้องขอตัวก่อน”
“ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก”
ผู้จัดการเดินจากไป แล้วตรงนั้นก็เหลือเราสามคน
วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าใสเป็นสีฟ้าสดจัดปลอดเมฆกลางเดือนกันยายน หลังจากที่ผมเพิ่งมาถึงซิดนี่ย์ได้เพียงเดือนเศษ ผมยังจำได้ดีถึงชายผ้าพันคอสีฟ้าหม่นสลับดำของผู้หญิงตรงหน้าที่สะบัดชายไสวขณะที่เธอดุ่มเดินไปตามถนนลิเวอร์พูล ผมเดินตามหลังเธอ แรกนั้นผมสังเกตเพียงผ้าพันคอของเธอกับกลิ่นหอมจางๆ ซึ่งผมแน่ใจในเวลาต่อมาว่าวันนั้นมันเป็นกลิ่นของเธอจริงๆ ไม่ใช่ของใครอื่น มันไม่ใช่กลิ่นหอมอย่างน้ำหอม ไม่ใช่กลิ่นหอมอย่างโคโลจน์ มันเป็นกลิ่นหอมหลังอาบน้ำ กลิ่นเหงื่อแรกหลังอาบน้ำกับกลิ่นครีมอาบน้ำที่เธอใช้เป็นประจำ แปลกดีเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้วพบว่าสิ่งที่ดึงดูดผมเป็นอย่างแรกกลับเป็นกลิ่นกายและผ้าพันคอของเธอ มากกว่าจะเป็นดวงหน้าหรืออะไรอื่น ผมเกือบชนเข้ากับแผ่นหลังของเธอเมื่อเธอหยุดยืนกะทันหัน อันที่จริงถ้าผมเพียงแต่จะมองทางข้างหน้าเสียบ้าง ผมก็คงจะรู้ได้ว่าเราเดินมาถึงทางแยกถนนพิตต์แล้ว และเรากับผู้คนขวักไขว่ในยามเช้าก็กำลังยืนกลุ่มรอสัญญาณไฟข้ามถนน ดีที่ผมยั้งเท้าไว้ทัน ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก สัญญาณรอข้ามถนนที่ดังเป็นจังหวะจากเสาไฟจราจรตรงนั้นช่วยให้ชีพจรผมค่อยสงบลงเป็นปกติ
“นึกว่าคุณจะชนฉันซะแล้ว”
เธอหันกลับมาพูดกับผมเป็นภาษาอังกฤษ จากสำเนียงภาษาอังกฤษของเธอและรูปร่างหน้าตา ผมรู้ว่าเธอเป็นคนฮ่องกงหรือไม่ก็ไต้หวัน
“ครับ...”
เท่านั้นที่ผมพูดตอบไป กำลังแปลกใจที่เธอหันมาพูดกับผม และยังจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าเธอพูดอะไร ผมดำยาวของเธอไม่ได้ถูกรวบไว้
“ฉันเห็นคุณเดินตามฉันอย่างกระชั้นชิดมาก ชิดแบบที่ถ้าเป็นการขับรถตามกัน ฉันเบรก คุณชน แน่นอน”
เธอพูดพลางยิ้ม ผมสัมผัสได้ถึงความสุขในน้ำเสียงและรอยยิ้มนั้น ผมเดาว่าเธอมาเที่ยวหรือไม่ก็มาเรียน หรือไม่อีกทีเธอก็ทำงานแล้วกับบริษัทใหญ่โตที่ไหนสักแห่ง
“อ้อ ครับ ผมขอโทษ”
“ไม่เห็นต้องขอโทษ คุณยังไม่ได้ชนฉันซักหน่อย”
เธอยิ้ม คราวนี้ผมยิ้มตอบ ก็คุณจะอดใจไม่ออกไปวิ่งร่าเริงข้างนอกได้อย่างไรเล่าในวันแรกที่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
“ฉันวิเวียน ยินดีที่ได้รู้จักคุณ”
เธอยื่นมือมา ผมจับมือเธอ
“ผมชื่ออ๋อง”
“คะ?”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่ได้ยิน แต่เธอคงไม่แน่ใจว่าจะออกเสียงชื่อผมอย่างไร ด้วยมันไม่ใช่คำที่จะคุ้นหูคุ้นปากชาวต่างชาติ แต่ไม่ทันที่ผมจะตอบ สัญญาณไฟข้ามถนนก็ดังถี่ผลักรุนให้เราออกก้าวเดิน รอไม่ได้ ด้วยผู้คนกลุ่มใหญ่ที่เร่งรีบ และสัญญาณไฟข้ามถนนของที่นี่ก็สั้นเสียพอให้แต่คนหนุ่มสาวได้ข้ามทันเท่านั้น เราชะลอฝีเท้าลงเมื่อข้ามมายังอีกฝั่ง ผมบอกชื่อผมไปอีกครั้ง และบอกว่าผมเป็นคนไทย เธอพยายามออกเสียงชื่อเล่นผมอย่างยากลำบาก ในที่สุดเธอก็เอ่ย
“อองตวน”
“ฮึ?”
“อองตวน ชื่อของคุณ อองตวน”
เธอตั้งชื่อให้ผม ที่จะกลายเป็นชื่อที่ผมใช้ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นี่
เรียบง่ายเช่นนั้นเอง ครั้งแรกที่ผมพบเธอ
ผมผลักประตูหนาหนักเดินออกไปจากตัวห้าง ตรงไปยังถุงขยะใบใหญ่หกใบที่ผมเพิ่งเก็บและมัดปากถุงอย่างเรียบร้อยและตั้งเรียงซ้อนกันตามแนวกำแพงคอนกรีต ที่พื้นบริเวณนั้นมีการทาสีเป็นแนวกรอบบอกเขตสำหรับวางขยะ ชายหนุ่มกับหญิงสาวชาวออสเตรเลียนเดินตามผมออกมา ยืนค้ำหัวผม ขณะที่ผมก้มลงคลายปากถุงขยะใบแรกโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“ผมเสียใจจริงๆ ที่ต้องทำให้คุณยุ่งยากขนาดนี้ แต่ผมอยากให้คุณรู้จริงๆ ว่ามันสำคัญกับเรามาก เราเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง แหวนมันค่อนข้างหลวม ว่าแล้วว่ามันอาจจะไหลหลุดออกจากนิ้วได้สักวัน แต่ผมไม่คิดว่าจะมาหลุดนอกบ้านในถังขยะเช่นนี้….”
ชายหนุ่มยังคงอธิบายต่อไปไม่หยุดราวกับว่าหากหยุดพูด ผมจะชะงักมือหยุดความช่วยเหลือตรงหน้า แม้เขาจะมีท่าทีค่อนข้างสุภาพ แต่ผมกลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ผมเรียนจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในกรุงเทพฯ ผมเป็นชาวเอเชีย ผมเป็นคนไทย ผมหางานทำที่เมืองไทยไม่ได้ ด้วยเกรดเฉลี่ยสองจุดเก้า ไม่แย่แต่ก็ไม่สวย ผมไม่มีความสามารถพิเศษ เงินเดือนเริ่มต้นหลังเรียนจบสำหรับบัณฑิตที่ไม่มีประสบการณ์หายากนักที่จะเกินหนึ่งหมื่นบาท เพื่อนๆ ที่หางานทำได้ก็มีเงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมตัดสินใจมาซิดนี่ย์จากคำชวนของเพื่อนที่มาอยู่ก่อน เพราะผมไม่เห็นอนาคตของตัวเองที่เมืองไทยหลังเฝ้าเพียรหางานนานกว่าเก้าเดือน ที่นี่ผมทำงานหาเงินหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเก็บเงินสักก้อนกลับไปตั้งตัว และนี่คืองานของผม หนึ่งในงานสี่งานที่ผมทำตลอดเจ็ดวันต่อสัปดาห์ เป็นพนักงานทำความสะอาดในห้างสรรพสินค้า และตรงหน้าคือชายชาวออสเตรเลียน คือเจ้าบ้าน เจ้าของประเทศที่ผมกำลังอาศัยกอบโกยเพื่อตั้งหลัก ผมมันช่างต่ำต้อยด้อยค่า งานคุ้ยขยะตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับการกำลังขุดคุ้ยลงไปในตัวเอง ผมกำลังรู้สึกอย่างนั้น
“คุณช่วยหยุดพูดได้ไหม! ทางที่ดี พวกคุณช่วยกลับเข้าไปในห้างดีกว่า ถ้าผมหาแหวนคุณเจอหรือไม่เจออย่างไร ผมจะกลับเข้าไปบอก”
ผมพูดอย่างเหลืออดด้วยน้ำเสียงที่ไม่รื่นหูนัก
“กลับเข้าไป ได้โปรด”
ผมพูดเน้นทุกคำอย่างชัดถ้อยชัดคำเมื่อเห็นพวกเขาไม่ขยับหนี ผมเองก็ไม่จัดการหาแหวนต่อเหมือนกัน
“ตกลง อย่างไรก็ได้ ขอบคุณ พวกเราจะรออยู่ข้างใน”
ชายหนุ่มพูดพลางหันหลังกลับเดินตามฝ่ายหญิงที่เดินจ้ำอ้าวไปก่อนหน้าแล้ว
ผมก้มลงเทขยะออกจากถุงตรงหน้า และเริ่มค้นหาแหวน
“Starting today, I'm not gonna waste another moment
Even if I had the chance before I would have blown it
But you took me by surprise
And you caught me just in time…”
เสียงเพลง Starting Today ของนาตาลี อิมบรูเกลียดังมาจากร้านอาหารร้านไหนสักแห่ง ขณะที่ผมกับวิเวียนกำลังเดินเลียบริมอ่าวซิดนี่ย์ที่มีนกนางนวลบินว่อน
“เพลงโปรดของฉัน”
ผมยิ้มเมื่อเธอจบประโยคก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“คุณนี่ช่างออสเตรเลียนนิยม”
ผมแซวเธอ เธอค้อนผม
“ไม่ใช่สักหน่อย”
“ถ้างั้นแล้วทำไมมันถึงเป็นเพลงโปรดของคุณ”
ผมถาม เธอกอดแขนผมด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะซุกมืออีกข้างลงไปในแจ็กเก็ตที่ผมสวมอยู่
“มันพูดสิ่งที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ในช่วงนี้ของชีวิต”
“Everyday,
You give me reason not to walk away
I've stopped believing I should run like crazy
'Cause if I did you'd chase me, anyway…”
คงไม่เป็นการสำคัญตนผิดไปนัก ผมกำลังใคร่ครวญถึงเนื้อเพลง และเหมือนจะเห็นตัวผมอยู่ในนั้น นาทีหนึ่งผมรู้สึกภูมิใจ แต่อีกนาทีถัดมาผมไม่แน่ใจว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไร การเป็นเหตุผลของของใครสักคนในการเริ่มต้นชีวิต สำหรับยึดเหนี่ยวพักพิง มันทำให้ผมรู้สึกไม่แน่ใจและหวาดหวั่นอยู่ในที
“ปีหน้าปีสุดท้าย ฉันเรียนหนักแน่”
เธอพูดพลางระบายลมหายใจแรง
“คุณเก่งอยู่แล้ว ผมไม่เห็นจะกังวล”
วิเวียนมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ พ่อของเธอเป็นหมอ เธอเรียนเก่งมากจนไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนที่เธอสมัครขอทุนไปก็ไม่รอช้าที่จะตอบรับ แต่เธอเลือกมาที่นี่ ผมมั่นใจว่าเธอต้องไปได้ไกล
“ฉันอยากทำงานกับบริษัทพลังงานชั้นนำ ให้ตรงกับที่เรียนมา ฉันจะซื้อบ้านสักหลังแถบชานเมืองให้พ่อกับแม่ แล้วฉันก็จะซื้อห้องชุดสักห้องในไทเป เอาที่อยู่ชั้นสูงๆ แบบที่เห็นเส้นขอบฟ้าได้เวลาที่อยากจะสบายใจ”
ผมหยุดเดิน เธอหยุดตาม ผมหันหน้าออกไปทางอ่าว สะพานฮาร์เบอร์บริดจ์สีดำทะมึนวางตัวไกลออกไปทางซ้ายมือของเรา ผมเห็นทะเลสีน้ำเงินระยับด้วยแดดยามเย็น ผมเห็นฟ้ากว้าง ผมเห็นความหวัง ใจผมเต้น แต่แล้วก็วูบลง เหมือนว่าอ่าวกับฟ้าตรงหน้ามันกว้างเกินไป ผมไม่เห็นขอบเขตที่สิ้นสุดของฟ้า มันทำให้ผมรู้สึกไม่มั่นคงและใจหาย
“เป้าหมายของคุณแต่ละอย่างช่างสวยงามเหลือเกิน”
ไม่รู้ว่าความน้อยใจมากมายมาจากไหน แต่มันวิ่งกรูจู่จับใจผมเพียงชั่ววินาที
“ขอให้ผมเป็นเป้าหมายของคุณบ้างได้ไหม”
ท่ามกลางขยะในถุงที่สี่ที่ถูกเทออกมาเรี่ยราดอยู่บนพื้น มันวางตัวอยู่ตรงนั้นเอง บนพื้น ใกล้ๆ กับห่อเบอร์เกอร์ฮังกรี้แจ็ค มันส่องแสงแวววาวอย่างหยิ่งยโสเรียกความสนใจจากผมอยู่ตรงนั้น มันดูแปลกแยกท่ามกลางขยะ นี่ไม่ใช่ที่ที่มันควรจะอยู่ ผมหยิบมันขึ้นมาดู เห็นอักษรย่อซึ่งน่าจะเป็นชื่อและนามสกุลของชายหญิงคู่นั้นสลักอยู่ด้านใน อีกนานเท่าไหร่ผมจึงจะสามารถเก็บเงินซื้อแหวนเพื่อผู้หญิงที่ผมรักได้ ผมคิด และผมก็ต้องตกใจเมื่อผมไม่ได้เห็นภาพของวิเวียนอย่างแจ่มชัดอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อจินตนาการถึงชั่วขณะที่ผมสวมแหวนแต่งงานให้กับผู้หญิงที่ผมรัก
ผมเก็บแหวนวงนั้นลงไปในกระเป๋าเสื้อ พลางนึกคาดเดาสีหน้าของหนุ่มสาวคู่นั้นเมื่อได้เห็นแหวนอีกครั้ง
เมื่อคืนตอนหัวค่ำ เรานอนกอดกันในห้องของผม เปิดหน้าต่างให้ลมกลางคืนพัดเข้ามา เรามักจะทำอย่างนี้เสมอในคืนที่เธอมาค้างห้องผม ในคืนที่ลมกลางคืนไม่โหดร้ายเกินไปนัก จนเมื่อผมผล็อยหลับไปก่อนด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการใช้แรงงานมาตลอดทั้งวัน เมื่อนั้นเธอจึงจะลุกไปปิดหน้าต่าง ก่อนจะกลับมาที่เตียงและหลับตามผมไป
“เมื่อฉันเรียนจบ ฉันจะลองหางานทำที่นี่”
เธอเอ่ยขึ้น ไล่นิ้วอันอ่อนโยนของเธอเล่นไปตามท่อนแขนของผม
“คุณวางแผนจะขอสัญชาติออสเตรเลียหรือ”
ผมถาม แต่เธอเงียบ ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว
“ไม่รู้สิ”
แต่ผมรู้ว่าเธอคิดอย่างไร เธอจะกลับไปไต้หวัน นั่นมันแน่อยู่แล้ว ครอบครัวของเธออยู่ที่นั่น เพื่อนฝูงของเธออยู่ที่นั่น ชีวิตของเธออยู่ที่นั่น แม้สิ่งที่เธอพูดออกมาจะดูเหมือนตรงกันข้ามก็ตาม เธอเงียบ เราเงียบ
“แต่วันหนึ่ง ที่ผมเก็บเงินได้มากพอ ผมจะกลับเมืองไทย”
ผมเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงด้วยคำพูดที่ผมรู้ว่ามันหนาวกว่าลมกลางคืนใดๆ ผมเพียงแต่ไม่อยากเป็นตัวถ่วงเธอไว้ ชีวิตของผมเองก็อยู่ที่เมืองไทย เธอมีชีวิตของเธอ ผมก็มีชีวิตของผม ถึงแม้ภาพอนาคตของชีวิตผมที่เมืองไทยในขณะนี้จะว่างเปล่าเทาเบลอร์ก็ตาม ความเป็นไปได้ร่วมกันของเราเป็นเหมือนม้านั่งในสวนสาธารณะตัวที่ไม่โดนแดดในฤดูหนาว มันอยู่ตรงนั้น แต่ไม่มีใครเลือกที่จะนั่ง สิ้นหวังและเปล่าดาย
“คุณก็คิดถึงแต่ตัวเอง”
เธอเริ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณไม่เคยพูดถึงอนาคตของเราในออสเตรเลีย ไม่ต้องจริงก็ได้ แค่แสดงออกสักนิดว่าคุณแคร์ ว่าคุณคิดถึงความเป็นไปได้นั้นบ้าง ความเป็นไปได้ที่เราสองคนจะอยู่ด้วยกันที่นี่ ที่ออสเตรเลีย ที่ที่ไม่ใช่ทั้งบ้านของคุณและที่ที่ไม่ใช่บ้านของฉัน ที่ที่เราเท่ากัน ที่ที่เราไม่เอาเปรียบอีกฝ่าย ฉันรู้คุณไม่มีวันไปอยู่กับฉันที่ไต้หวัน ฉันเองที่ไม่เคยพูดถึงการไปอยู่กับคุณที่เมืองไทยก็เพราะฉันรู้ว่าฉันไปไม่ได้”
ถึงตอนนี้น้ำเสียงเธอเริ่มสั่นเครือ โกรธเคือง แต่ก็แสนเศร้า ผมรู้สึกเหมือนตัวเธอในอ้อมกอดผมเล็กลงจนเหลือตัวนิดเดียว ผมรู้สึกว่าเธอกำลังสั่นน้อยๆ ที่ไม่ใช่เพราะลมหนาว ผมกอดเธอแน่นขึ้น แต่เธอแข็งขืน
“คุณทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ฉันไม่เคยใช่ลำดับแรกในชีวิตของคุณ ฉันต้องคอยไปเจอคุณระหว่างที่คุณเปลี่ยนจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งในแต่ละวันเพียงเพื่อจะกินแซนด์วิชด้วยกันแค่สิบนาที หรือไม่ก็ต้องดึกดื่นอย่างนี้ เท่านี้เอง ฉันในชีวิตของคุณ แต่คุณรู้ไหม ฉันโง่พอที่จัดคุณเป็นลำดับแรกในชีวิตของฉันเสมอ มะรืนนี้ฉันมีสอบ แต่ฉันก็ยังโง่มาหาคุณที่นี่แทนที่ควรจะอ่านหนังสือเพื่อสอบๆ ให้ผ่านๆ จะได้รีบเรียนให้จบๆ ไปซะแล้วรีบกลับไต้หวัน เพราะที่นี่ไม่มีความหมายอะไรกับฉันอีกแล้ว”
คราวนี้เธอร้องไห้ น้ำตาอุ่นเปื้อนแขนผม ผมกอดเธอแน่นขึ้นอีก แนบแก้มกับไรผมของเธอ แต่มันกลับทำให้เธอร้องไห้หนักขึ้น ผมรับรู้ได้ถึงความเปราะบางของเธอ ความเปราะบางที่เธอเปิดเผยแต่กับผมเพียงผู้เดียวเท่านั้น
“คุณไม่มีอะไรจะพูดเลยเหรอ พูดอะไรออกมาบ้างสิ!”
เสียงกึ่่งตะโกนของเธอทำเอาผมเจ็บแปลบ เธอร้องไห้จนตัวโยน ผมพลิกตัวเธอให้หันหน้ามาทางผม เธอไม่ยอมเงยหน้า ซุกหน้าลงกับอกผม น้ำตาของเธอเปื้อนอกผมไปหมด ผมเศร้า แต่ผมก็ร้องไห้ไม่ออก
“ผมพูดไม่เก่งคุณก็รู้ แต่ผมก็กอดคุณอยู่นี่ไง”
มันอยู่ข้างใน ความเศร้าของผม และมันกำลังกัดกินผมอย่างช้าๆ จากข้างในนั้น
เหมือนเวลาที่หมอออกมาจากห้องฉุกเฉินแล้วญาติคนไข้กรูกันเข้ามาถามอาการ ทันที่ที่ผมกลับเข้ามาในตัวห้างอีกครั้ง ชายหนุ่มชาวออสเตรเลียนคนนั้นก็เดินเข้ามา ผมหยิบแหวนออกจากกระเป๋าเสื้อ ส่งคืนชายหนุ่มอย่างไม่มีพิธีรีตอง แวบหนึ่งที่เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นดีใจอย่างสุดแสน ละล่ำละลักขอบคุณผม ผมทันหันไปเห็นภรรยาของเขามีน้ำตาไหลทั้งที่ยังคงยืนกอดอกอยู่อย่างนั้น ชั่วขณะที่เธอเห็นผมมองอยู่นั่นเอง เธอก็รีบปาดน้ำตา ผมไม่รู้ว่าระหว่างที่ทั้งคู่รอผมนั้น พวกเขาคุยอะไรกันหรือเพียงแต่ยืนอยู่ด้วยกันเงียบๆ
“ผมขอโทษ”
ชายหนุ่มหันไปบอกผู้เป็นภรรยา ผมคิดว่านี่คงไม่ใช่คำขอโทษครั้งแรกจากเขาในวันนี้ ความโกรธเคืองหรืออาการน้อยอกน้อยใจของฝ่ายหญิงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อฝ่ายชายทำของสำคัญอย่างแหวนแต่งงานหาย เธอยังคงยืนนิ่ง แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเธออ่อนลงมากแล้ว ก่อนที่เขาจะหันกลับมาทางผมอีกครั้ง แนะนำชื่อเขากับภรรยา ผมแนะนำตัวกลับไปและจับมือเขาทั้งคู่ ฝ่ายหญิงยิ้มน้อยๆ ให้ผม เธอยังไม่เอ่ยอะไรสักคำ แต่ผมรู้ได้ และผมก็เชื่อว่าชายหนุ่มก็รู้เช่นกัน ว่าเธอให้อภัยเขาแล้ว
ความสัมพันธ์แบบนี้เกิดขึ้นกันทั่วไปหรือไม่ การเข้าใจและให้อภัยคนที่เรารักโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากสักคำ หากเป็นเช่นนั้น เมื่อใดกันที่ความสัมพันธ์ของผมกับวิเวียนจะก้าวมาถึงขั้นนี้
ผมเจ็บปวดกับเรื่องเมื่อคืน ผมเสียใจให้น้ำตาของเธอ ผมยังรู้สึกชื้นที่อกราวกับน้ำตาของเธอยังคงเปื้อนอยู่ ผมเสียใจที่ผมไม่เห็นอนาคตของเราที่นี่ หรือที่ไหน มันเหมือนภาพร่างที่ไม่ชัดเจนเมื่อว่ากันถึงวันพรุ่งนี้ ไม่ชัดเจนจนแม้เกิดขึ้นกับจิตรกรฝีมือฉกาจ เขาก็ไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาได้
ที่ผมเห็นอย่างแจ่มชัดก็คือวันนี้ ปัจจุบันขณะที่ผมแน่ใจ กายเธอที่ผมกอดได้จริงๆ ความสุขที่เราใช้เวลาอันน้อยนิดของแต่ละวันด้วยกัน
ระหว่างทางที่ผมเดินกลับที่พักไปตามถนนจอร์จช่วงใกล้สี่ทุ่มหลังเสร็จงานกะสุดท้ายของวัน ความคิดของผมวิ่งวนขึ้นลงสลับกันไม่ต่างจากโคมไฟสีเหลืองนวลตามรายทางที่ทิ้งช่วงแสงเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ คำพูดมากมายเรียงตัวอยู่ในขบวนรถไฟแห่งความคิด ผมกำลังคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะลาออกจากงานบางงานหรือบางกะเพื่อจะได้มีเวลากับเธอมากขึ้น ผมกระชับเสื้อแจ็กเก็ตที่สวมอยู่เพื่อให้อุ่นขึ้น ชั่วขณะหนึ่งผมคิดอยากจะมีแหวนสักวง คงไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเพชรอยู่บนแหวนนั้นหรือไม่ ผมพอใจมากกว่าหากมันจะเป็นเพียงแหวนเกลี้ยงๆ ไม่มีร้านขายแหวนที่เปิดอยู่ในเวลานี้บนถนนสายนี้หรอก ใช่ว่าหากมีแล้วผมจะมีเงินซื้อหามาได้
ผมจะกลับไปบอกเธอคืนนี้ ขอให้เธออยู่กับผมในวันนี้ที่แสนแจ่มชัด ผมจะขอร้องเธอให้เธอเลิกคิดถึงวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่ อนาคตมันไกลเกินกว่าที่ผมจะคิดถึงหรือให้คำมั่นอะไรได้
ผมกำลังภาวนาขอให้เธอเข้าใจ
---------------------------------------------------------------------------------
แด่.. เพื่อนเก่า ที่เรื่องราวในวันนั้น ยังคงแจ่มชัดจนวันนี้